
สปท.เห็นชอบแผนปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สปท.มีมติเอกฉันท์ 162 ต่อ 0 เห็นชอบแผนปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สปท.มีมติเอกฉันท์ 162 ต่อ 0 เห็นชอบแผนปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีน.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธานสปท. คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เรื่องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีสาระสำคัญ คือ การปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เป็นบุคคลมีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม และมีความรับผิดชอบทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ
โดยกมธ.ได้เสนอแนะแนวทางปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4 ด้าน ดังนี้
1.การปฏิรูปมาตรการคัดกรอง ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนการรับสมัครดำรงตำแหน่งทางการเมือง
2.การควบคุมตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดให้การพิจารณาไต่สวนนักการเมืองที่กระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมต้องมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน
3.การปฏิรูปมาตรการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
4.การปฏิรูปค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยควรพิจารณาปรับปรุงค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แต่การพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนควรดำเนินการภายหลังร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปแล้ว 5 ปี
จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยข้อเสนอการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ตลอดจนการแก้ปัญหานักการเมืองไม่มีคุณภาพ และการที่นายทุนเข้ามาครอบงำพรรคการเมือง โดยใช้เสียงข้างมากลากไป ขณะที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของสปท.การเมืองที่ให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกว่าในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ได้ยกตัวอย่างนายกรัฐมนตรีสิงค์โปร์ที่ได้ค่าตอบแทนปีละ 80 ล้านบาท หากเทียบกับนายกฯไทยที่มีรายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับภารกิจที่มีมากมาย และทำงาน 24 ชั่วโมง หลังจากที่สมาชิกสปท.อภิปรายจนครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 162 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 3 โดยจะส่งรายงานไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป







