
คนกรุงหายไปไหน
การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก. และสมาชิกสภาเขต หรือ สข. เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้สะท้อนความเป็นตัวตนของคนกรุงเทพฯ ในหลายมิติ
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน ที่พบว่ามีคนกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงประมาณ 42% ทั้งที่เราเชื่อกันว่า คนกรุงเทพฯ คือกลุ่มคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมากที่สุดของประเทศ
การเลือกตั้ง สก. และ สข. ครั้งนี้ น่าจะสามารถดึงดูดใจให้คนกรุงออกมาใช้เสียงมากกว่า หากมองที่นัยทางการเมืองในการลงสมัครแข่งขันของแต่ละพรรค
เพราะนี่เป็นการแข่งระหว่างพรรคการเมือง 3 พรรค ถือเป็นครั้งแรกที่สนามเลือกตั้งมีพรรคการเมืองตัวแทนของสีแห่งความขัดแย้งทางการเมืองลงสมัครเกือบครบทุกสี
กล่าวคือ ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนของผู้ใช้อำนาจรัฐในปัจจุบัน
ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มคนที่ยังรักใคร่ศรัทธาในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ผู้สมัครของพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองนี้ลงสนามเลือกตั้ง ก็เป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่ศรัทธาในแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่สามารถส่งแรงดึงดูดคนกรุงเทพฯ ให้ออกมาใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้
ประการหนึ่งอาจมองได้ว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ เบื่อหน่ายกับการเมือง ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ จึงเลือกใช้วันหยุดเพื่อทำกิจกรรมอื่น และคร้านที่จะออกไปใช้สิทธิ
ประการหนึ่งอาจมองได้ว่า ประชาชนไม่เห็นความสำคัญในบทบาทหน้าที่ของ สก. และ สข. ที่จะต้องเข้าไปมีบทบาทในฐานะผู้แทนของท้องถิ่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
ประชาชนชาวกรุงเทพฯ อาจไม่ทราบว่า เพียงเฉพาะสก. นั้นมีบทบาทสำคัญสำหรับคนกรุงเทพฯ อย่างมาก เพราะตัวแทนเหล่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่บริหารงบประมาณมูลค่าสูงกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อใช้พัฒนากรุงเทพฯ เมืองหลวงของทุกคน
อย่างไรก็ตาม การออกมาใช้สิทธิในจำนวนน้อยไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ได้สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงของพรรคการเมืองที่เสนอตัวลงสมัครทั้งสามพรรค ซึ่งแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการกวาดที่นั่งทั้ง สก. และ สข. แต่ก็พิสูจน์จากตัวเลขได้ว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้เทใจให้กับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน
คำถามที่เกิดขึ้น คือ 58% ของคนกรุงเทพฯ ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อยู่ที่ใด และพร้อมหรือไม่ที่จะออกมาใช้สิทธิเพื่อลงโทษนักการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากเห็นว่าตัวแทนของพวกเขาไม่ซื่อตรงหรือไร้ประสิทธิภาพ







