
นักปลูกดอกไม้แห่งเวียดนาม
ผมได้พูดคุยกับเหวียนวันเฟือง อดีตนายทหารวัยเกษียณ อายุ 78 ปี ผู้เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วทั้งในลาวและเวียดนาม แต่ได้หันมายึดอาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบัน และใช้ชีวิตเรียบง่ายร่วมกับภรรยาในเมืองนามดิงห์ ทางตอนเหนือของประเทศ
ผมได้พูดคุยกับเหวียนวันเฟือง อดีตนายทหารวัยเกษียณ อายุ 78 ปี ผู้เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วทั้งในลาวและเวียดนาม แต่ได้หันมายึดอาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบัน และใช้ชีวิตเรียบง่ายร่วมกับภรรยาในเมืองนามดิงห์ ทางตอนเหนือของประเทศ
พ่อของเหวียนเป็นทหารเช่นกัน ซึ่งเคยเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรในหมู่บ้านหลังสงครามสิ้นสุด
ผมถามเขาว่าเคยคิดหรือเปล่าว่าจะมีโอกาสใช้ชีวิตที่สุขสบายแบบในตอนนี้ เขาส่ายหัวแล้วบอกผมว่า ระหว่างช่วงสงคราม ในหัวเขามีเพียงเรื่องชีวิตและความตาย
“วันหนึ่งผมคุยกับเพื่อนสนิท แต่วันถัดมาเขาก็ตายเสียแล้ว ตอนนั้นมีแค่ความคิดเรื่องการเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1980 หลังสงครามยุติ ซึ่งพวกเราทั้งหมดยังยากจนมาก ผมรู้สึกขอบคุณที่รัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย โดยหยุดใช้ระบบเศรษฐกิจแบบชุมชนนิยมและการอุดหนุน แล้วยอมให้พวกเราสามารถมีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง เปิดการค้าและสร้างตลาดเสรีขึ้น ทำให้พวกเราสามารถมีชีวิตได้อย่างทุกวันนี้” เหวียน กล่าว
ในหมู่บ้านฟูลอง ที่เหวียนอาศัยอยู่ เป็นหนึ่งในแหล่งเพาะปลูกดอกไม้หลายชนิดขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดอกเดซี่ เบญจมาศ ลิลลี่ และกุหลาบ ซึ่งสร้างผลกำไรได้มากกว่าพื้นที่เกษตรกรรมทั่วไปที่ปลูกข้าว ผักผลไม้ หรือถั่วเหลือง
เหวียนมีลูกชาย 6 คน และ อัน ลูกชายคนหนึ่งวัย 43 ปีของเขา ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านถัดไป ก็ทำอาชีพเกษตรกรเช่นเดียวกับบิดา
“ผมมีรายได้ราว 308 เหรียญสหรัฐ/เดือน (ราว 1.1 หมื่นบาท) ซึ่งจัดเป็นรายได้ดีทีเดียว แต่ก็ต้องทำงานหนัก คุณดูแลพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้แน่ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง แต่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่อยากให้มือสกปรก ตัวอย่างเช่น ลูกสาวผม เธอเลยเลือกไปทำงานในโรงงานทอผ้าแทน” อัน กล่าว
เขาเล่าว่า คนส่วนใหญ่ซื้อดอกไม้ตลอดทั้งปี แตกต่างจากในสมัยก่อนที่ซื้อแค่ช่วงมีงานเทศกาลหรือวันเกิด โดยผู้คนซื้อดอกไม้ไปถวายตามวัด ให้เป็นของขวัญ และนำไปใช้งานหลากหลายอย่าง นอกจากนี้ เกษตรกรยังส่งดอกไม้ไปขายในจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย
“ชีวิตของผมตอนนี้ค่อนข้างสบายเลย เมื่อเทียบกับความยากลำบากเมื่อ 20 ปีก่อน และที่สำคัญผมไม่มีเจ้านายแล้ว ผมวาดฝันไว้มากมายสำหรับลูกๆ ผมอยากให้พวกเขามีชีวิตอิสระ” อัน กล่าว
ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจเวียดนามอยู่ที่กว่า 6.5% ในขณะนี้ และตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใสดังกล่าวทำให้เกษตรกรหลายรายรู้สึกว่ารายได้ของพวกเขาอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้ประชาชนเวียดนามต้องเผชิญความยากจนอย่างหนักในช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่เพียง 100 เหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 3,571 บาท) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ชาวเวียดนามจะยินดีกับการเติบโตของเศรษฐกิจในขณะนี้
ผมมองว่าความตั้งใจทำงานอย่างหนักของประชาชนในประเทศ คือตัวบ่งชี้สำคัญที่ทำให้เวียดนามยังคงเป็นประเทศคู่แข่งที่ทรงอิทธิพลในระดับภูมิภาค ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม แม้ว่าอาจจะได้รับค่าจ้างน้อยกว่าก็ตาม ซึ่งสังเกตได้จากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรหลักๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น ข้าว กาแฟ และพริกไทย
ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าว สัญญาณเตือนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมหลายอย่างเริ่มปรากฏขึ้น โดยในแถบพื้นที่ปากแม่น้ำแดง กลุ่มหมอกควันจากโรงงานกระจายไปทั่วบริเวณดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา รวมถึงข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับมลภาวะบริเวณตอนกลางของประเทศ ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ไม่มีทางที่หมู่บ้านฟูลองจะยอมหวนกลับไปสู่ยุคอดีตอันแร้นแค้น ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ริมถนนที่ท่อน้ำอุดตันนั้น เพื่อนคนหนึ่งของผมบอกว่า เวียดนามอาจจะมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยเราก็ดีกว่าประเทศอื่นๆ







