posttoday
ร่างกม.ยุทธศาสตร์ชาติ ตีกรอบพรรคการเมือง เสนอนโยบายทำสัญญาประชาคมร่วมปชช.

ร่างกม.ยุทธศาสตร์ชาติ ตีกรอบพรรคการเมือง เสนอนโยบายทำสัญญาประชาคมร่วมปชช.

19 ธันวาคม 2559

โดย...ปริญญา ชูเลขา

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ร่างกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เร่งมือทำคลอด เมื่อมีผลบังคับใช้จะผูกพันการกำหนดนโยบายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งลากยาว 20 ปี กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นกับดักพาบ้านเมืองสู่ความถดถอย หรือ พลิกโฉมการเมืองไทยให้หลุดพ้นความขัดแย้งกันแน่

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ.ในฐานะมือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ฉายภาพการเมืองไทยภายหลังมียุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ไว้ว่า ต่อไปการนำเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้งจะผ่านการคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้อย่างวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม และจะช่วยให้แก้ปัญหาการเมืองเพราะการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตไม่มีวิสัยทัศน์การบริหารประเทศระยะยาว ที่ผ่านมาจะมีเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศค.) ไม่ได้มองการพัฒนาอนาคตประเทศแบบยาว 20 ปีข้างหน้า ว่าประเทศจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเมื่อไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ระยะยาว จึงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อเข้ามาสู่อำนาจจะเสนอนโยบายของพรรคการเมืองตัวเอง

“ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนมีวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศระยะยาวๆ กันทั้งนั้น อย่างประเทศมาเลเซียมี ‘วิสัยทัศน์ 2020’ และ ‘นโยบายพัฒนาประเทศ’ วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดจากการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนให้ช่วยกันคิดและร่วมกันกำหนดว่าวิสัยทัศน์ประเทศในอีก 30 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร พร้อมกับกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การกำหนดอนาคตลูกหลานของเราจะเป็นอยู่กันอย่างไร” 

ปกรณ์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำลังจะออกมาจะนำความคิดเห็น จากทุกภาคส่วนในสังคมมานั่งระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า ลูกหลาน หรือ อนาคตของชาติต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเราอยากเห็นบ้านเมืองทะเลาะตบตีกันเหมือนในอดีตไหม หรืออยากให้คนไทยต้องอยู่อย่างอดยากยากจน หรืออยากเห็นลูกหลานเกิด มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีบ้านเมืองสงบสุข

ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ คือ ภาพรวมประเทศไทยที่ทุกคนต้องการเห็นว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร เพราะคือ สัญญาประชาคมที่คนไทยในทุกภาคส่วนต้องการเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า เช่นเป้าหมายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการบริหารประเทศด้วยยุทธศาสตร์ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ปกรณ์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติหรือรัฐธรรมนูญ คือ ต้องการเห็นบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข การเมืองต้องนิ่งนี่คือเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญใหม่ดังนั้นยุทธศาสตร์ศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ใช่แผนการสืบทอดอำนาจ หรือต่อท่ออำนาจของใครตามที่บางฝ่ายกล่าวหา แต่ยุทธศาสตร์ชาติ คือ เป้าหมายร่วมกันของลูกหลานที่เป็นอนาคตของเราว่าจะกินดีอยู่ดีกันอย่างไรต่างหาก จึงต้องมีแผนการพัฒนาระยะยาว

ทั้งนี้ การเสนอนโยบายพรรคการเมืองต้องสอดคล้องกับสัญญาประชาคม ที่ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมกันกำหนด ส่วนวิธีการไปสู่เป้าหมายของแต่ละพรรคการเมืองจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองนั้นๆ เช่นเดียวกับนโยบายประชานิยม เป็นคนละเรื่องกับยุทธศาสตร์ชาติ เพราะนโยบายประชานิยมมีทั้งดีและไม่ดีขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคการเมืองจะวางเป้าหมายให้เป็นไปตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ทาง กรธ.กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ กำหนดเป้าหมายร่วมกันของคนทั้งชาติ เหมือนปลายยอดพีระมิดที่ทุกคนต้องเดินไปให้ถึง หรือสัญญาประชาคม

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นเครื่องนำทางหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว กรอบคิดหลัก คือ ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนมีความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน เหมือนการหาอาหาร การจะมีปลากินได้ก่อนอื่นเราต้องขุดบ่อก่อน จากนั้นไปหาน้ำมาเติมในบ่อ แล้วเอาปลาลงไปเลี้ยง ขณะเดียวกันต้องสอนการจับปลา และสอนวิธีทำปลาเป็นผลิตภัณฑ์ด้วย นี่คือความยั่งยืนทางยุทธศาสตร์ที่กำลังทำอยู่”

ปกรณ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ได้ล็อกการทำงานของฝ่ายบริหาร หรือต่อท่ออำนาจให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ยุทธศาสตร์ชาติ คือ เป้าหมายที่ประชาชนทุกคนจับมือเดินไปพร้อมกัน เมื่อเป้าหมายมีไว้พุ่งชน ถ้าพรรคการเมืองใดแหก หรือผิดสัญญาประชาคม ย่อมมีบทลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่จะเห็นชัดเจนที่สุดคือ บทลงโทษจากประชาชน ที่ต้องการเห็นสิ่งที่คาดหวังจากการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติร่วมกัน แต่พรรคการเมืองกลับผิดสัญญาประชาคม ประชาชนสามารถลงโทษได้ คือ ไม่เลือกหรือสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น ดังนั้นอนาคตพรรคการเมืองต้องปรับตัวปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงาน จะคิดแบบเดิมๆ การเมืองน้ำเน่าอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะยุทธศาสตร์ชาติ จะกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และกรอบระยะเวลาในการทำงาน พร้อมกับการติดตามตรวจสอบจาก
รัฐสภา หรือ สว.ที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าในอดีตมาก 

“สว.จะเป็นกลไกคอยจับจ้อง ติดตามการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือ สว.จะมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง เพราะถ้ารัฐบาลทำตามสัญญาประชาคม เป็นการทำดีจะไปกลัวอะไร”  ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ การเมืองจากนี้ไปจะเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องบริหารประเทศไปตามเป้าหมายยึดโยงกับสัญญาประชาคม แตกต่างจากในอดีตที่รัฐบาลบริหารประเทศเหมือนปูเดินเป๋ไปซ้ายทีหรือเป๋ไปขวาทีไม่ได้อีกแล้ว เพราะ สว.จะกำกับติดตามตรวจสอบรัฐบาลไม่อาจเบี้ยวสัญญาประชาคมได้ และต่อจากนี้ไปไม่มีอีกแล้วการกำหนดนโยบายแบบไร้สาระมุ่งหวังชนะการเลือกตั้ง หรือ จู่ๆ จะกำหนดนโยบายอะไรก็ได้โดย ไม่คิดวิเคราะห์หรือสังเคราะห์มาก่อนย่อมทำไม่ได้ พรรคการเมืองต้องคิดหรือกำหนดนโยบายบริหารประเทศที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ที่สำคัญประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพราะในฐานะเป็น ผู้กำหนดสัญญาประชาคม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท