
CFO กับการบริหารการเงิน ของรัฐวิสาหกิจไทย
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
ผู้เขียนเคยพูดถึงเรื่องความสำคัญของ CFO (Chief Financial Officer) ว่ามีความสำคัญกับหน่วยงานภาคเอกชนไปแล้ว วันนี้อยากพูดถึง CFO อีกครั้ง แต่เป็นเรื่องความจำเป็นในการมี CFO ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะในช่วงนี้ที่กระแส New Growth Strategy ของรัฐบาลกำลังมาแรง ความต้องการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ หรือโครงการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็ต้องการแหล่งเงินทุนระยะยาวเป็นจำนวนมาก ซึ่งลำพังรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็อาจมีไม่เพียงพอกับการลงทุน จึงต้องจัดหาเงินทุนจากการก่อหนี้ แต่ก็อาจเป็นภาระกับประเทศได้ในระยะยาวได้ด้วย จึงทำให้การจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจทำได้ค่อนข้างยากมากขึ้น
การจัดหาแหล่งเงินทุนและการดำเนินการภายใต้โครงการในความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคเอกชน หรือระดมทุนด้วยแหล่งเงินทุนที่ไม่เป็นภาระทางการคลังกับประเทศ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ได้ถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการขับเคลื่อนการเติบโตของรัฐวิสาหกิจในการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนและเพิ่มศักยภาพของประเทศโดยไม่เป็นภาระทางการคลัง
ภารกิจในด้านการจัดหาแหล่งเงินทุนและบริหารเงินนี้ เป็นโจทย์สำคัญของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในช่วงอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องการ “มืออาชีพ” ทางด้านการเงินในการเข้ามาช่วยดูแลการบริหารการเงินของรัฐวิสาหกิจให้มีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความซับซ้อนของเครื่องมือทางการเงินและการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการลงทุนต่างๆ
จากการสำรวจผู้ที่ดำรงตำแหน่ง CFO ในรัฐวิสาหกิจ จากการรวบรวมข้อมูลรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ในปี 2558-2559 จากข้อมูลในรายงาน State Enterprise Review (SER) ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจว่า มีรัฐวิสาหกิจที่มีผู้ดำรงตำแหน่ง CFO จำนวนเพียง 38 แห่งเท่านั้น และมีรัฐวิสาหกิจจำนวนถึง 18 แห่ง ที่ไม่มีการรายงานถึงผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้ ทั้งๆ ที่เคยมีหนังสือราชการของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2545 เรื่องมาตรฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ โดยมีเนื้อหาระบุว่า “รัฐวิสาหกิจทุกแห่งควรมีหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน หรือ CFO เพื่อจัดทำแผนการเงินและวิเคราะห์ฐานะการเงิน รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารและคณะกรรมการเพื่อให้องค์กรสามารถบริหารสภาพคล่องและบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
อย่างไรก็ตาม การออกหนังสือนี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับให้รัฐวิสาหกิจทุกที่ต้องมี CFO ซึ่งการไม่ได้บังคับให้รัฐวิสาหกิจต้องมี CFO นี้เอง ทำให้การมี CFO นั้นจะมีหรือไม่ก็ได้ ก็เท่ากับว่าไม่ได้มุ่งเน้นการบริหารการเงินในเชิงรุก เพียงแต่ให้ความสำคัญในระดับการปฏิบัติการเท่านั้น แต่ตามหลักการบริหารนั้น การมี CFO เป็นเรื่องที่ทุกองค์กรควรต้องมี เพราะ CFO ถือว่าเป็นคู่คิดที่สําคัญของ CEO (Chief Executive Officer) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการของรัฐวิสาหกิจ เพราะข้อมูลทางการเงินและกลยุทธ์ทางการเงิน ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหาร และสัมพันธ์กับกลยุทธ์องค์กร เพื่อใช้ตรวจสอบ วางแผนให้บริษัทดําเนินงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสําเร็จ การมี CFO ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสภาวะที่องค์กรกำลังอยู่ในช่วงคับขันหรือเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงบนโลกการเงิน
ผู้เขียนจึงสนับสนุนให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสั่งการให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมี CFO นอกจากนี้ ควรกำหนดให้ผู้ที่จะทำหน้าที่ CFO ที่ปฏิบัติหน้าที่ควรต้องมีความรู้ด้านการเงินที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยควรจะต้องผ่านหลักสูตรอบรม CFO โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพในการจัดฝึกอบรมทักษะความรู้ที่จำเป็นของ CFO ของรัฐวิสาหกิจต่างๆ อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่า CFO จะมีทักษะความรู้เพียงพอในการปฏิบัติงานจริงและควรมีหลักสูตรอบรม การทบทวน (Refresh) อยู่เป็นระยะๆ ต่อไปอีกด้วย







