posttoday
CFO กับการบริหารการเงิน ของรัฐวิสาหกิจไทย

CFO กับการบริหารการเงิน ของรัฐวิสาหกิจไทย

19 ธันวาคม 2559

โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน

โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน

ผู้เขียนเคยพูดถึงเรื่องความสำคัญของ CFO (Chief Financial Officer) ว่ามีความสำคัญกับหน่วยงานภาคเอกชนไปแล้ว วันนี้อยากพูดถึง CFO อีกครั้ง แต่เป็นเรื่องความจำเป็นในการมี CFO ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะในช่วงนี้ที่กระแส New Growth Strategy ของรัฐบาลกำลังมาแรง ความต้องการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ หรือโครงการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็ต้องการแหล่งเงินทุนระยะยาวเป็นจำนวนมาก ซึ่งลำพังรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็อาจมีไม่เพียงพอกับการลงทุน จึงต้องจัดหาเงินทุนจากการก่อหนี้ แต่ก็อาจเป็นภาระกับประเทศได้ในระยะยาวได้ด้วย จึงทำให้การจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจทำได้ค่อนข้างยากมากขึ้น

การจัดหาแหล่งเงินทุนและการดำเนินการภายใต้โครงการในความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคเอกชน หรือระดมทุนด้วยแหล่งเงินทุนที่ไม่เป็นภาระทางการคลังกับประเทศ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ได้ถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการขับเคลื่อนการเติบโตของรัฐวิสาหกิจในการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนและเพิ่มศักยภาพของประเทศโดยไม่เป็นภาระทางการคลัง

ภารกิจในด้านการจัดหาแหล่งเงินทุนและบริหารเงินนี้ เป็นโจทย์สำคัญของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในช่วงอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องการ “มืออาชีพ” ทางด้านการเงินในการเข้ามาช่วยดูแลการบริหารการเงินของรัฐวิสาหกิจให้มีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความซับซ้อนของเครื่องมือทางการเงินและการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการลงทุนต่างๆ

จากการสำรวจผู้ที่ดำรงตำแหน่ง CFO ในรัฐวิสาหกิจ จากการรวบรวมข้อมูลรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ในปี 2558-2559 จากข้อมูลในรายงาน State Enterprise Review (SER) ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจว่า มีรัฐวิสาหกิจที่มีผู้ดำรงตำแหน่ง CFO จำนวนเพียง 38 แห่งเท่านั้น และมีรัฐวิสาหกิจจำนวนถึง 18 แห่ง ที่ไม่มีการรายงานถึงผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้ ทั้งๆ ที่เคยมีหนังสือราชการของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2545 เรื่องมาตรฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ โดยมีเนื้อหาระบุว่า “รัฐวิสาหกิจทุกแห่งควรมีหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน หรือ CFO เพื่อจัดทำแผนการเงินและวิเคราะห์ฐานะการเงิน รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารและคณะกรรมการเพื่อให้องค์กรสามารถบริหารสภาพคล่องและบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ตาม การออกหนังสือนี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับให้รัฐวิสาหกิจทุกที่ต้องมี CFO ซึ่งการไม่ได้บังคับให้รัฐวิสาหกิจต้องมี CFO นี้เอง ทำให้การมี CFO นั้นจะมีหรือไม่ก็ได้ ก็เท่ากับว่าไม่ได้มุ่งเน้นการบริหารการเงินในเชิงรุก เพียงแต่ให้ความสำคัญในระดับการปฏิบัติการเท่านั้น แต่ตามหลักการบริหารนั้น การมี CFO เป็นเรื่องที่ทุกองค์กรควรต้องมี เพราะ CFO ถือว่าเป็นคู่คิดที่สําคัญของ CEO (Chief Executive Officer) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการของรัฐวิสาหกิจ เพราะข้อมูลทางการเงินและกลยุทธ์ทางการเงิน ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหาร และสัมพันธ์กับกลยุทธ์องค์กร เพื่อใช้ตรวจสอบ วางแผนให้บริษัทดําเนินงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสําเร็จ การมี CFO ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสภาวะที่องค์กรกำลังอยู่ในช่วงคับขันหรือเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงบนโลกการเงิน 

ผู้เขียนจึงสนับสนุนให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสั่งการให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมี CFO นอกจากนี้ ควรกำหนดให้ผู้ที่จะทำหน้าที่ CFO ที่ปฏิบัติหน้าที่ควรต้องมีความรู้ด้านการเงินที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยควรจะต้องผ่านหลักสูตรอบรม CFO โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพในการจัดฝึกอบรมทักษะความรู้ที่จำเป็นของ CFO ของรัฐวิสาหกิจต่างๆ อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่า CFO จะมีทักษะความรู้เพียงพอในการปฏิบัติงานจริงและควรมีหลักสูตรอบรม การทบทวน (Refresh) อยู่เป็นระยะๆ ต่อไปอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท