
ความสำคัญของ ‘ทัศนคติ’ พนักงาน
ผมได้อ่านงานวิจัยของคุณวรางคณา ชูเชิดรัตนา เป็นผลงานระดับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, เดือน มี.ค. 2558
โดย...ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์
ผมได้อ่านงานวิจัยของคุณวรางคณา ชูเชิดรัตนา เป็นผลงานระดับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, เดือน มี.ค. 2558, บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ พบว่ามีประเด็นสำคัญที่การสำรวจแทบจะทุกสำนักไม่ได้กล่าวถึง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ “ใต้ภูเขาน้ำแข็ง” ที่นักบริหารควรทราบ
จากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย เป็นผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001–25,000 บาท และมีประสบการณ์ในการทำงาน 3-6 ปี และผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 26-30 ปี ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ความยุติธรรมในองค์กร เช่น ค่าตอบแทนและการบริหารบุคคล ความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรค และการรับรู้ความก้าวหน้าในอาชีพเป็น 3 ปัจจัยหลัก ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร
การรับรู้ความยุติธรรมเป็นเรื่องของทัศนคติ พนักงานในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความยุติธรรม และแสดงออกในเรื่องความไม่ยุติธรรมรุนแรงมากกว่า 10 ปีที่แล้ว ผู้อ่านจะสังเกตได้ด้วยตนเองจากสังคมโซเชียล ที่คนจะตอบโต้กับการทำร้ายคนด้อยกว่า การเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า เป็นต้น คำว่า การรับรู้หรือทัศนคติ จึงไม่จำเป็นว่า “สิ่งนั้นจะจริงหรือไม่จริง” ก็ตาม
ผมขอรวมเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพเป็นประเด็นของทัศนคติ กล่าวคือ พนักงานมีมุมมองว่าตนเองพร้อมที่จะก้าวหน้าในตำแหน่ง เพราะ “ได้ทำ” งานที่ยากและหลากหลาย แม้ว่าหัวหน้างานและคนที่ทำงานมานานจะมองว่า พนักงานใหม่คนนั้นยังทำงานยากหรืองานที่หลากหลายยัง “ทำไม่ได้”
ดังนั้น ผมแนะนำว่า การแลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่างหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน และพนักงานใหม่ ในบริบท “ได้ทำงาน” กับ “ทำงานได้” เป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้เกิดการรับรู้เรื่องทัศนคติของกันและกันทั้ง 3 ฝ่าย และต้องหาข้อตกลงที่ยอมรับกันได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว
อีกอย่างหนึ่งผมพบว่า หลายๆ องค์กรยังขาดการอธิบายคำว่า “ความก้าวหน้า” ให้พนักงานใหม่ หัวหน้างาน และผู้จัดการงานบุคคล มีทัศนคติเรื่องก้าวหน้าแตกต่างจากของพนักงานใหม่แน่นอน นอกจากนี้หัวหน้าหรือผู้จัดการงานบุคคลจำเป็นต้องแสดง “เส้นทางความก้าวหน้า” ให้พนักงานเห็นและอธิบายให้เข้าใจ พนักงานหลายคนลาออกเพราะไม่เคยเห็น “เส้นทางความก้าวหน้า” ของตนเอง ทั้งๆ ที่บริษัทเหล่านั้นก็มีนโยบาย เส้นทางความก้าวหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร
สุดท้ายคือ “ความสามารถในการฝ่าฟันปัญหา” ในการทำงาน และ ”ความอดทน” ซึ่งในประเด็นนี้ผมมีความเห็นว่า หัวหน้างานต้องให้การโค้ชลูกน้องในการแก้ปัญหาและการสร้างแรงกระตุ้นที่ทำให้พนักงานใหม่สร้างความอดทนในการทำงาน
สุดท้ายนี้ ผมขอให้ความหมายของ “การรับรู้” ในจิตวิทยานั้น การรับรู้ หรือ Perception หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส โดยเริ่มตั้งแต่การมีสิ่งเร้ามากระทบกับอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า และส่งกระแสประสาทไปยังสมองเพื่อการแปลความ “การแปลความ” เป็นสิ่งสำคัญมาก สิ่งเดียวกันนั้น คนต่างคนสามารถแปลความแตกต่างกันไป ดังนั้นความใกล้ชิดและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหัวหน้า ทีมงาน และลูกน้อง จึงมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอม “กระบวนการแปลความ” ของพนักงานใหม่เป็นอย่างมาก







