
ภารกิจสำคัญ ปั้นนักรบเอสเอ็มอี
สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า งานหลักที่สำคัญและมีความเป็นห่วงมาก
สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า งานหลักที่สำคัญและมีความเป็นห่วงมาก คือส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และจากประสบการณ์ที่เคยทำงานกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงมองเห็นเครื่องมือที่จะนำมาพัฒนาผู้ประกอบการ คือการทำให้ผู้ประกอบการเห็นเพื่อให้เกิดการดำเนินการตามแบบอย่างรายที่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ การดำเนินงานจะเดินด้วยตัวเองทั้งหมดไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกัน รัฐเป็นผู้ชี้แล้วให้เอกชนเดินตาม รัฐทำหน้าที่ในการสนับสนุน เช่น งานด้านมาตรฐาน การสร้างห้องแล็บ ให้การสนับสนุนทุกด้านเท่าที่จะทำได้ เพราะหากให้เอกชนลงทุนอาจจะไม่คุ้ม ถ้ารัฐลงทุนแล้วให้หลายบริษัทเข้ามาใช้จะคุ้มค่ากว่า คุ้มในภาพรวม โดยความคุ้มค่าไม่ใช่เพียงในบริบทของการเงิน แต่ต้องคุ้มค่าในบริบทของเศรษฐศาสตร์ของประเทศ
“ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องมีหัวใจของการทำธุรกิจ (บิซิเนสมายด์) คือความเข้าใจในธุรกิจมีบิซิเนสโมเดลที่ดี ล่าสุดเข้าไปลงพื้นที่เกาะเกร็ด ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเอสเอ็มอีอยู่เต็มไปหมดเลย เอาไปต่อยอดได้ง่าย แต่ปัญหาคือชาวบ้านไม่เอาด้วย เหมือนเป็นวัฒนธรรมเลย เพราะที่ผ่านมารัฐเอามาให้ตลอด ตรงนั้นมีกลุ่มคนต่างๆ มากมาย ทั้งมอญ อิสลาม ไทยพุทธ ตรงนั้นน่าสนใจมาก” สมชาย กล่าว
ทั้งนี้ มีแนวคิดว่าจะคัดเลือกชุมชนต้นแบบของเอสเอ็มอีเพิ่มเติม เพื่อชักชวนให้เข้ามาร่วมโครงการพัฒนาสินค้าเอสเอ็มอี เพื่อเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่น และจะได้เกิดการพัฒนาในลักษณะเดียวกันต่อไป โดยที่ผ่านมามีหลายพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ
“ดังนั้น ต้องทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่รู้และเข้าใจว่าถ้ากระทรวงเข้าไปช่วยเหลือแล้วจะได้อะไรบ้าง เริ่มจากการสอนวิธี ความสำเร็จนี้อยู่ที่คนมากกว่าผลิตภัณฑ์ บางหมู่บ้านมาแบบดิบๆ ของก็ขายได้ดิบๆ เลยแต่คนซื้อเต็มไปหมด เพราะคนต้องการแบบนี้ ต้องให้เห็นถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับ” สมชาย ระบุ
สำหรับโครงการหลักของกระทรวงอุตสาหกรรมในการพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีหลายโครงการด้วยกัน โดยโครงการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน หรือเอสเอ็มอี สปริงอัพ ถือเป็นหนึ่งโครงการที่กระทรวงให้ความสำคัญ โดยได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น และเตรียมจะจัดสรรงบประมาณพัฒนารุ่นที่ 4-5 ในปี 2560 ต่อเนื่อง คาดว่าจะพัฒนาเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพได้ประมาณ 345 ราย
“ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ถือเป็นนักรบรุ่นใหม่ (นิว วอร์ริเออร์) ที่จะมีส่วนสำคัญในการร่วมมือกับรัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยในอนาคต”
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีที่ผ่านหลักสูตรเอสเอ็มอี สปริงอัพ ทั้ง 3 รุ่น พบว่า เป็นผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุนรวมกัน 12,423 ล้านบาท มียอดขาย รวมกันถึง 52,699 ล้านบาท และมีการจ้างงาน 30,102 คน ซึ่งจะ ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการด้วยกันและเกิดเครือข่ายกับผู้สอน
ขณะเดียวกัน กลุ่มดังกล่าวจะมาร่วมมือกับรัฐในการพัฒนาด้านต่างๆ ต่อไป โดยเฉพาะเร็วๆ นี้ จะเชิญสถาบันอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สถาบันวิทยาศาสตร์ฮาลาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมาหารือแนวทางพัฒนาตลาดอาหารฮาลาล ซึ่งจะดึงเอสเอ็มอีกลุ่มที่ผ่านการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวกับอาหารมาร่วมพัฒนาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งต่อไป







