posttoday
ประชาธิปไตย 4.0

ประชาธิปไตย 4.0

18 ธันวาคม 2559

ลูกชายถามว่า อะไรๆ ก็ 4.0 มันคืออะไร ผู้เขียนก็ตอบด้วยความนึกคิดของนักรัฐศาสตร์ว่า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ลูกชายถามว่า อะไรๆ ก็ 4.0 มันคืออะไร

ผู้เขียนก็ตอบด้วยความนึกคิดของนักรัฐศาสตร์ว่า “น่าจะเป็นวาทกรรมที่ส่งออกจากความคิดของฝรั่ง” แล้วก็อธิบายเพื่อให้เขาเข้าใจโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาเรียนและคุ้นเคยอยู่ คือเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารว่า “ก็เหมือนกับ 4จี นั่นไง แต่ก่อนมือถือ 1จี ก็แค่ส่งโทรศัพท์ได้และข้อความเป็นตัวอักษรได้ พอ 2จี ก็ส่งไฟล์ส่งแฟ้ม เล่นเกมง่ายๆ และรูปภาพต่างๆ เพิ่มมา ครั้น 3จี ก็มีไฟล์วิดีโอ เกมที่แรงๆ มากขึ้น มีโซเชียลมีเดียต่างๆ หลากหลาย ตอนนี้ 4จี ก็เน้นถ่ายทอดสด สื่อสารโต้ตอบรวดเร็ว เกมหนักๆ และทำงานได้มากๆ”

“ถ้า 5จี ก็เหมือนโลกนี้เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งใบเลย ที่เรียกว่าโลกเสมือนจริง และชีวิตก็ดำเนินไปด้วยอินเทอร์เน็ตทุกอย่าง อย่างที่เรียกว่า IOT หรือ Internet of Things”

“ทั้งหมดนี้ล้วนมีกำเนิดมาจากเมืองฝรั่ง”

ประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศที่ “กำลังพัฒนา” มานานมาก อย่างที่ผู้นำไทยท่านเรียกว่า “กับดักประเทศกำลังพัฒนา” และคำว่า “ประเทศกำลังพัฒนา” นี้ ก็มีแนวคิดมาจากฝรั่ง ซึ่งก็คือบรรดานักรัฐศาสตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าเป็นแนวคิดที่สร้างขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกโลกให้เห็นความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นสำคัญ ที่นักวิชาการในกลุ่มต่อต้านก็จะออกมาบอกว่าเป็นแนวคิดแบบ “จักรวรรดินิยม” เป็นความคิดของการยึดครองโลกในยุคใหม่ ด้วยการวางตนของชาติมหาอำนาจหรือชาติที่พัฒนาแล้วให้ “สูงส่ง” อยู่เหนือประเทศอื่นๆ แล้วกำหนดให้ประเทศอื่นๆ เหล่านั้นเชื่อฟัง ยอมเดินตาม และก้าวไปสู่การพัฒนาโดยมีประเทศที่เหนือกว่านั้นเป็นแบบอย่าง

นอกจากนี้ ฝรั่งยังเป็น “ผู้นำ” ด้านแนวคิดต่างๆ มากมาย และมักจะกำหนดนิยามหรือให้ความหมายของศัพท์แสงต่างๆ ขึ้นมาใหม่ๆ เสมอๆ จากนั้นก็เผยแพร่ให้ “ชาวโลก” ได้เชื่อฟังด้วยการนำไปใช้ตามๆ กันไป อย่างที่เราคุ้นเคยมากๆ ในแนววาทกรรมเช่นนี้ก็เช่น แนวคิด “คลื่นที่ 3” ของ อัลวิน ทอฟเลอร์ เกี่ยวกับพัฒนาการด้านชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโลก ที่ว่าคลื่นลูกที่หนึ่งนั้นก็คือ สังคมเกษตรกรรม คลื่นลูกที่สอง ก็คือ สังคมอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่สาม ก็คือ สังคมการสื่อสาร ที่ขณะนี้ก็มีนักคิดบางกลุ่มต่อเติมให้ไปถึงคลื่นลูกที่สี่ว่ากำลังเข้าสู่สังคมดิจิทัล หรือสังคมอินเทอร์เน็ต อย่างนี้เป็นต้น

ในทางการเมืองก็มีแนวคิดที่ฝรั่ง “ส่งออก” ให้แก่ประเทศต่างๆ มาโดยตลอดเช่นกัน ว่ากันไปแล้วตำรารัฐศาสตร์ทั้งหลายส่วนใหญ่ก็มีกำเนิดและสอนกันในประเทศฝรั่งต่างๆ เหล่านั้นมาก่อน แล้วประเทศพวกด้อยพัฒนากับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็ไปรับเอาเข้ามา อย่างเช่น ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยเราก็ไปรับเอาของฝรั่งมาโดยตรง โดยเฉพาะเหตุผลของคณะราษฎรที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ก็เพื่อนำระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของอังกฤษมาใช้ในประเทศไทย

ว่ากันไปแล้วระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งก็พัฒนาการมาถึง 3 ยุคเช่นกัน ที่อาจจะประดิษฐ์คำเรียกพัฒนาการอย่างนี้ว่า ประชาธิปไตย 1.0 2.0 และ 3.0 ได้เช่นเดียวกัน

“ประชาธิปไตย 1.0” หมายถึง “ประชาธิปไตยโดยตรง” ที่มีกำเนิดในชนชาติกรีกเมื่อ 2,300 ปีก่อน โดยให้ประชาชนที่เป็นพลเมืองกรีก (สังเกตคำว่า “พลเมือง” ที่ไม่ใช่ประชาชนทุกคน แต่เป็นคนที่มีคุณลักษณะตามที่สังคมกรีกกำหนด เช่น เชื้อชาติ เพศ อาชีพ วัยวุฒิ คุณวุฒิ และสถานะทางสังคม เหล่านี้เป็นต้น) สามารถเข้าถึงการใช้อำนาจและมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงได้ตามที่มีการตกลงร่วมกันไว้

“ประชาธิปไตย 2.0” หมายถึง “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ที่มีกำเนิดในประเทศอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1215 ที่กษัตริย์ยอมรับการใช้อำนาจร่วมกันกับขุนนาง จนกระทั่งมีสภาขุนนางและสภาผู้แทนเกิดขึ้นตามลำดับ รวมถึงระบบของฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ยึดอำนาจจากกษัตริย์มาสู่การใช้อำนาจโดยรัฐสภา แลระบบของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ที่สร้างระบบถ่วงดุลอำนาจให้มีประสิทธิภาพ

“ประชาธิปไตย 3.0” หมายถึง “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ที่ลดบทบาทของรัฐสภาลงมาระดับหนึ่ง แล้วส่งเสริมให้ประชาชนกับภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมใช้อำนาจให้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความล้มเหลว (แต่บางประเทศคือความเหลวแหลก) ของระบบรัฐสภาหรือระบบตัวแทน แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการขยายตัวของสังคมในแต่ละประเทศนั้น ที่มีความต้องการหลากหลายและขัดแย้งกันมากขึ้น

ประเทศไทยเองก็อยู่บนเส้นทางของประชาธิปไตย 3.0 นั้น มาตั้งแต่การปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 นั้นแล้ว อย่างที่เราเรียกรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” แต่ก็พบว่าไม่อาจสนองตอบต่อการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมได้อย่างสมบูรณ์ เพราะด้วยความอ่อนแอของภาคประชาชนได้ทำให้นักการเมืองที่มีความฉ้อฉล “แอบอ้าง” เอาไปทำแทนอยู่ดังเดิม ที่สุดก็นำความหายนะมาสู่ประเทศอย่างกว้างขวาง อันเป็นเหตุผลให้ทหารต้องออกมา “ควบคุม” ประเทศถึง 2 ครั้ง

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังแสวงหา “ประชาธิปไตย 4.0” ที่มีทหารเป็นผู้กำหนดและคอยควบคุมกำกับ ซึ่งก็ยังอยู่ในภาวะ “ไม่แน่นอน” เท่าที่เราเห็นตัวร่างของคณะกรรมการยกร่างก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามที่ได้เขียนไว้หรือไม่ เพราะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะ “เคร่งครัดและรัดกุม” อย่างที่ได้นำเสนอในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน กระทั่งก็มีบางความคิดเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะไม่ใช่ “ร่างสุดท้าย”

จุดเด่นของประชาธิปไตย 4.0 ที่อาจจะมีประเทศไทยเป็นต้นแบบ ก็คือ “ประชาธิปไตยโดยมีเป้าประสงค์” ที่ฝรั่งเรียกว่า Issues Oriented Democracy นี้ก็คือ ประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นรากฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการด้อยพัฒนาในด้านต่างๆ หรือเพื่อแก้ความขัดแย้งในสังคมรวมถึงปัญหาของประชาธิปไตยในตัวมันเองนั้นด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท