
พรบ.คอมพ์ฉลุย
รัฐยึดมั่นคง กรณ์หวั่นไทยแลนด์4.0สะดุด
ความขัดแย้งของพลเมืองเน็ตกับรัฐบาล ในเรื่องความเห็นต่างใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชะลอการลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมายในวาระ 3 ได้ โดยวันที่ 16 ธ.ค. สนช.ลงมติด้วยคะแนน 168 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 เสียง ทำให้เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ดี ได้มีการเปลี่ยนแปลงในร่างกฎหมายในส่วนของมาตรา 20/1 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จำนวน 5 คน โดยมาจากภาคเอกชน 2 คน เป็น 9 คน
ทั้งนี้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้เสนอให้ปรับเปลี่ยนจำนวนคณะกรรมการกลั่นกรองจาก 5 เป็น 9 คน และคำตัดสินต้องมีคะแนนเกินครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกลั่นกรอง หรือ 5 คน นอกจากนี้ คุณสมบัติของคณะกรรมการที่มาจากภาคเอกชนจำนวน 3 คน ให้มาจากด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลเลือกแล้วที่จะทำให้เกิดความมั่นคง ซึ่งจะเห็นผลทันทีจากกฎหมายใหม่ ในขณะที่ความเป็นห่วงว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จะขัดแย้งกับนโยบายดิจิทัล อีโคโนมี นั้น ก็ยังไม่สามารถวัดผลได้ว่ากระทบเศรษฐกิจมากขนาดไหน เพราะดิจิทัล อีโคโนมี ยังไม่เกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน รัฐบาลมองเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องที่จะต้องจัดการก่อน และอาจจะไปผ่อนคลายข้อกังวลของภาคเอกชนในภายหลังได้
อนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงาน ช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า การมีกฎหมายไว้จัดการกับพวกกระทำผิดกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะทางด้านการเงินต้องการมาก แต่การล้อมรั้วเพื่อป้องกันบ้านต้องทำให้ล้อมจนบ้านกลายเป็นคุก ฉะนั้น ควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะล็อกอะไรบ้าง น่าจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจขึ้น การใช้อำนาจในทางที่ถูกจะทำให้กฎหมายกลายเป็นรั้ว
แต่ในมุมมองของ กรณ์ จาติกวณิช ประธานสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย เห็นว่าประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุด คือการมอบอำนาจให้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ และไม่ต้องมีการบันทึกการปฏิบัติหน้าที่โดยเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ในภายหลัง
ข้อมูลนี้รวมถึงรายละเอียดธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ และการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือในรูปแบบต่างๆ อำนาจนี้จึงเกินกว่าแนวทางปกติในกระบวนการยุติธรรมที่เจ้าหน้าที่ควรต้องขอหมายศาลก่อนที่จะมีสิทธิตรวจเช็กข้อมูลประชาชน
ประธานสมาคมฟินเทคฯ ยังระบุอีกว่า นิยามของสิ่งที่สามารถขอให้ลบออกจากเน็ตได้นั้นกว้างเกินไป (ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ ขัดต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี) ซึ่งหลายเรื่องอาจไม่ผิดกฎหมาย และขึ้นกับการตีความ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจในภาพรวม เป็นผลร้ายต่ออุตสาหกรรมไอเอสพี (Internet Service Provider)
“การออกกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ขนาดนี้ อาจจะสวนทางกับสิ่งที่ทีมเศรษฐกิจพยายามผลักดันให้ไทยแลนด์ 4.0 เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างความกังวลใจให้กับทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนที่จะเข้ามา ผลลัพธ์ที่อาจจะได้มาก็จะเริ่มตั้งแต่การไปใช้เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ไล่ไปจนถึงการออกไปตั้งบริษัททำธุรกิจฟินเทคที่ต่างประเทศไปเลย แทนที่จะอยู่พัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนประเทศตัวเอง” กรณ์ กล่าว
ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล บริษัท ไฟร์วันวัน บริษัทผู้ให้บริการออกแบบและรับจ้างผลิตซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ให้ความเห็นว่า เมื่อพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ผ่านแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทโซเชียลมีเดียระดับโลกอย่าง ไลน์กูเกิล และเฟซบุ๊ก จะไม่มาตั้งเซิร์ฟเวอร์ในไทย เพราะจะกลายเป็นข้อกังขาด้านการให้บริการแก่ผู้ใช้งานทั่วโลก ว่าทำไมถึงยอมรับ พ.ร.บ.นี้ของไทย
อย่างไรก็ตาม ถ้าให้มองในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนักในภาคธุรกิจ ต้องรอดูในระยะยาวว่า หลัง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านขั้นตอนต่างๆ จะมีกระแสร้องเรียนหรือมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน







