
เงินสะพัด ช่วงปีใหม่ 1.5แสนล.
ธปท.คาดเงินสะพัดช่วงเทศกาลปีใหม่ประมาณ 1.5 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 4% ด้านแบงก์สำรองเงินสดเต็มที่
ธปท.คาดเงินสะพัดช่วงเทศกาลปีใหม่ประมาณ 1.5 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 4% ด้านแบงก์สำรองเงินสดเต็มที่
นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงสิ้นเดือน ธ.ค. 2559 และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ซึ่งประชาชนมีความต้องการใช้ธนบัตรในระดับสูงกว่าปกตินั้น ธปท.ประมาณการว่าธนาคารพาณิชย์น่าจะมีการเบิกจ่ายธนบัตรจาก ธปท.ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลปีใหม่ 2560 นี้ คิดเป็นมูลค่าสุทธิประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน4% ซึ่ง ธปท.ได้เตรียมสำรองธนบัตรชนิดต่างๆ ไว้รองรับความต้องการอย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ ปริมาณเงินที่คาดว่าจะหมุนเวียนในระบบช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ ได้ครอบคลุมการใช้จ่ายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากมาตการช็อปช่วยชาติ ที่กระทรวงการคลังให้ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้าไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท และนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบมาขอหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ด้านธนาคารพาณิชย์ก็ได้เตรียมสำรองเงินสดให้บริการในสาขาและเครื่องเอทีเอ็ม โดยกำหนดแผนดูแลการเติมเงินสดเป็นพิเศษในจุดท่องเที่ยวหลัก และจุดที่มีประชาชนไปใช้บริการหนาแน่น เช่น ในห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และเตรียมความพร้อมสำหรับดำเนินการดูแลและเพิ่มความถี่ในการจัดเตรียมเงินสดในตู้เอทีเอ็มเป็นกรณีพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน รองรับวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.-3 ม.ค. 2560 เต็มที่
สำหรับธนาคารกรุงเทพสำรองเงินสดไว้มากที่สุดกว่า 6 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยธนาคารไทยพาณิชย์สำรองธนบัตร รองรับการใช้บริการของลูกค้าจำนวน 5.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการสำรองเงินด้วยอัตราที่สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย
ธนาคารกสิกรไทยเตรียมสำรองเงินสด รวมทั้งสิ้น 3.2 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นการสำรองเงินสดผ่านช่องทางสาขา จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท สำรองเงินสดเพื่อเครื่องเอทีเอ็ม จำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท
ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยาเตรียมสำรองเงินสด รวมทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% จากการเบิกใช้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9,700 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติที่ออกมาในช่วงท้ายของปีนี้ จะกระตุ้นให้มีเม็ดเงินกระจายไปสู่ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค้าปลีกสินค้าและบริการทั่วไปรวม 1.2 หมื่นล้านบาท และร้านอาหาร 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินดังกล่าวคำนวณโดยให้น้ำหนักกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสามารถในการใช้จ่ายใช้สอยที่คาดว่าจะซื้อสินค้าและบริการในวงเงินตามที่ภาครัฐกำหนดและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มที่สูงกว่าปีที่แล้ว ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนและมีเงินออมไม่มากหรือมีฐานภาษีต่ำ อาจจะไม่สนใจใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้มากนัก เพราะได้ประโยชน์น้อยในขณะที่ต้องใช้เงินมากและอาจจะใช้จ่ายเกินตัว







