posttoday
พอเพียง...เพียงพอ

พอเพียง...เพียงพอ

14 ธันวาคม 2559

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

วันพ่อปีนี้ไม่มีพ่อ คนไทยน้ำตาคลอทั่วแผ่นดิน 

ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะมีวันนี้ วันที่ไม่มีพ่อหลวง ไม่มีในหลวง รัชกาลที่ 9  เสื้อเหลืองที่เตรียมไว้ใส่ในวันนี้ ต้องเก็บใส่ตู้ไว้ แล้วพร้อมใจกันใส่สีดำ สีแห่งความอาลัย รำลึกถึงพ่อหลวงของแผ่นดิน ไม่ว่าปีนี้หรือปีไหน ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศให้วันที่ 5 ธ.ค.เป็นวันอะไรต่อไป คนไทยก็ยังคงยึดถือเป็นวันพ่อในใจไปตลอดกาล เพราะ 5 ธ.ค.ของทุกปีที่ผ่านมา เป็นวันที่คนไทยจะได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9  คนไทยเราจะรำลึกถึงวันพ่อกันต่อไป เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยไปแล้วตลอด 70 ปีที่ผ่านมา

นับจากนี้ต่อไปคนไทยต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีในหลวง รัชกาลที่ 9 อีกต่อไป สิ่งที่จะเป็นความรำลึกถึงพระองค์ท่านได้ก็คือผลงานที่พระองค์ท่านทรงทุ่มเท ตรากตรำ คิดค้นให้กับคนไทยมาตลอด 70 ปีที่พระองค์ท่านทรงครองแผ่นดิน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านทรงมอบให้ไว้กับคนไทยและชาวโลกเป็นสิ่งที่ล้ำค่า เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในการดำรงชีวิต ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักการเช่นเดียวกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางของพุทธศาสนา  มัชฌิมาปฏิปทาเป็นการดำเนินชีวิต หรือการปฏิบัติตนที่เหมาะสม ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ไม่สุดโต้งไปทางใดทางหนึ่ง เป็นความพอดีที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง

นอกจากทางสายกลางแล้ว พุทธศาสนายังสอนให้พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ซึ่งคนที่ไม่เข้าใจจะโจมตีว่าเป็นการสอนให้คนไม่กระตือรือร้น สอนให้คนขี้เกียจ สอนให้เป็นคนจน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

การพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ได้สอนให้คนขี้เกียจ แต่สอนให้คนยอมรับในผลที่เกิดที่มีขึ้น เพราะพุทธศาสนาสอนให้สร้างเหตุ สอนให้ทำเหตุให้เต็มที่ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ให้ยอมรับ ให้พอใจในผลที่มาจากเหตุที่กระทำอย่างเต็มที่ ตามภาษิตที่ว่า “อย่าคำนึงถึงผล ให้ขวนขวายในเหตุ”

ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราปลูกมะม่วง เรามีหน้าที่สร้างเหตุ คือการดูแลรักษาให้ดี ซึ่งผลโดยตรงคือผลผลิตต้องดีกว่าการปล่อยปละละเลยไม่ดูแล แต่หากเกิดภัยพิบัติ หรือราคามะม่วงจะตกต่ำ ก็ต้องยอมรับเพราะเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจการควบคุม ให้พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำดีที่สุดของเราแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ และแทนที่จะตีโพยตีพาย ถ้าเราใช้สติปัญญาคิดต่อไปว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป จะแปรรูปมะม่วงอย่างไร เราจะพบทางออกที่ทำให้ไม่ขาดทุน สามารถอยู่ต่อไปได้ เป็นโอกาสในวิกฤต    

ทางสายกลางเป็นความเหมาะสมของแต่ละสถานะของบุคคล ทางสายกลางของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับเกษตรกรเท่านั้น

การเดินทางคนมีรายได้น้อย ความพอเพียงคือการอาศัยรถสาธารณะ คนชั้นกลาง ความพอเพียงคือมีรถยนต์เล็กๆ แต่ความพอเพียงของเศรษฐีมหาเศรษฐี จะมีรถยนต์หรู จะขับ Super Car ก็ยังเป็นความพอเพียง ถ้าไม่เกินฐานะ

หลักการของความพอเพียงคือการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท     

เศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านทรงมอบให้จึงดูเหมือนจะสวนทางกับทฤษฎีของฝรั่งที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้สูงสุด การทำงานตามหลักการของฝรั่งเป็นเหมือนสุนัขไล่เนื้อที่ไม่มีวันจบสิ้น ชีวิตการทำงานในแบบฝรั่งเป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้ตลอดเวลา เป้าหมายการทำงานจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยฝรั่งใช้ทรัพย์สินเงินทองเป็นตัววัดความสำเร็จ ฝรั่งไม่รู้จักความสุขทางใจ สิ่งประดิษฐ์ของฝรั่งจึงสนองความสุขสบายทางกาย

แต่พุทธศาสนาสอนหลักปฏิบัติให้เกิดความสุขทางใจ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือหลักความสุขทางใจ

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเข้าใจธรรมชาติของฝรั่ง พระองค์เคยตรัสสอนเกี่ยวกับธรรมชาติของฝรั่งและสอนคนไทยในขณะเดียวกันว่า

“เดี๋ยวนี้เราทำอะไรต่างประเทศเขามองแล้ว แม้จะทำอะไรดีเขาก็ต้องหาเรื่องหาทางที่จะบอกว่าไม่ดี แต่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของเขา แต่ว่าเขาพูด เขาอาจจะอิจฉา อิจฉาเมืองไทยว่า เอ...เมืองไทยนี่ทำไมประเทศอื่นๆ เขาพัง  ประเทศไทยยังไม่พัง เขาก็อยากให้พัง

ชาวต่างประเทศน่ะเขาไม่ได้อะไร แต่เขาหัวเราะ เขาชอบเป็นเรื่องของมหรสพ สมัยก่อนนี้ฝรั่งเขามีหนังสือเกี่ยวกับการผจญภัยไปที่โน่น ที่นี่ การไปล่องไพร ไปอะไรพรรค์นี้ของเขา  เขาอยากสนุก เขาเขียนเรื่อง เช่น ที่ยุโรปเขาเล่าเหตุการณ์ในแอฟริกาบ้าง ในอินเดียบ้าง เพราะเป็นเมืองที่เขาเห็นว่าเป็นประเทศหรือภูมิประเทศลึกลับ เมืองไทยนี่เอง เราก็เป็นประเทศที่ลึกลับ เขาก็จะต้องเขียนเรื่องให้สนุกว่า เมืองไทยเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ ป่าเถื่อนอย่างไร ก็เพื่อความสนุกของเขา คราวนี้เมื่อเราอ่านแล้ว เราก็ไม่พอใจ เมื่อเราไม่พอใจ แทนที่จะไปต่อว่าเขาตามที่ควร เพราะสมัยนี้เป็นสมัยที่มีวัฒนธรรมค่อนข้างจะศิวิไลซ์  เรากลับมากัดกันเอง กลับมาทะเลาะกันเอง แล้วเราอยู่ไม่ได้  มีประโยชน์อะไร”

ไม่รู้ว่าคนไทยโดยเฉพาะนักการเมืองฟังแล้วจะเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสสอนหรือไม่

ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่ทรงงานหนัก ก็ทรงมีพระอารมณ์ขันที่ทำให้ไม่เครียด

เมื่อฝรั่งถามพระองค์ว่า “ทำไมพระองค์จึงทรงเคร่งขรึมนัก ไม่ทรงยิ้มเลย” พระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระราชินีและรับสั่งว่า “นั่นไง ยิ้มของข้าพเจ้า”

นอกจากจะทรงรอบรู้แล้ว พระองค์ยังทรงมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ

ครั้งหนึ่งเมื่อกษัตริย์โบดวงแห่งเบลเยียมเสด็จมาเยือนประเทศไทย ระหว่างที่ประทับอยู่ในพระนครในฐานะเป็นราชอาคันตุกะนั้น ได้ทรงชักนำในหลวงของเราให้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นนับถือศาสนาคริสต์  โดยให้เหตุผลว่าพระองค์ทรงมีความรักใครในหลวงมาก ไม่อยากจะพลัดพรากเหินห่างจากกันเลย แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อในหลวงของเราทรงนับถือศาสนาคริสต์ด้วยกันเท่านั้น เพราะศาสนาคริสต์สอนว่า
คริสตศาสนิกชนเท่านั้น เมื่อสิ้นชีพแล้วจะได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าชั่วนิรันดร

ในหลวงไม่ได้ปฏิเสธ แต่ทูลตอบว่าพระพุทธศาสนาก็เชิดชูสัจจะคือความจริง สอนให้ผู้นับถือเข้าถึงความจริง และสัจจะคือความจริงนั้นย่อมมีสภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ปฏิบัติถูกทางแล้วย่อมจะเข้าถึงได้ ดังนั้นถ้าคำสอนแห่งศาสนาคริสต์เป็นสัจธรรมและพระผู้เป็นเจ้ามีจริง แม้พระองค์นับถือพระพุทธศาสนาก็คงจะเข้าถึงเป็นแน่ แม้ว่าจะมีผู้อื่นคั่นอยู่ระหว่างพระองค์กับพระผู้เป็นเจ้า ก็คงจะมีคนเดียวคือองค์กษัตริย์ผู้ส่งชักชวนพระองค์เท่านั้น

คนไทยโชคดีเหลือเกินที่เกิดและมีชีวิตในรัชกาลที่ 9

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท