
อนาคตอันมืดมัวของประเทศ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ขึ้นต้นไว้ค่อนข้างเป็นลบ เพราะไม่ทราบว่าจะให้ชื่ออย่างไรที่เหมาะสมกว่านี้ เมื่อได้เห็นข่าวผลการสอบ PISA 2015 (Programme for International Student Assessment) ซึ่งมีประเทศที่ส่งเด็กเข้าร่วมสอบประมาณ 70 ประเทศ ปรากฏว่าประเทศไทยติดอยู่อันดับที่ 54 ดีกว่าประเทศในอาเซียนด้วยกันเพียงประเทศเดียวคือ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอันดับที่ 57 สิงค์โปรไม่ต้องพูดถึง เพราะได้เป็นอันดับ 1
ก่อนที่ผู้เขียนจะให้รายละเอียดมากกว่าที่กล่าวข้างต้น คงต้องให้ข้อมูลก่อนว่า PISA คืออะไร PISA คือโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก OECD (Organization for Economic Cooperation and Development หรือมีชื่อภาษาไทยว่า องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) เพื่อวัดหรือประเมินความสามารถของเด็กอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ใกล้จบการศึกษาภาคบังคับของประเทศพวกเขา (ในกรณีของประเทศไทยน่าจะเป็นมัธยมต้น) เพื่อประเมินว่าเด็กๆ ได้รับการเตรียมพร้อมเพียงใดที่จะต้องออกไปเผชิญกับสังคมความรู้ (Knowledge Societies) ในปัจจุบัน โดยเน้นในประเด็นที่ว่าเด็กๆ จะสามารถมีความรู้และทักษะมากพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้หรือไม่ มากกว่าการสอบแบบวิชาการตามปกติ
โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543 และจะมีการทดสอบทุก 3 ปี ซึ่งรายงานผลการทดสอบจะปรากฏในปีถัดไป เช่นครั้งแรกจะมีรายงานปรากฏในปี ค.ศ. 2001 ต่อมาก็มีการทดสอบกันในปี ค.ศ. 2002 และจะมีรายงานปรากฏในปี ค.ศ. 2003 เป็นต้น โดยสอบประเมิน 3 เรื่อง คือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน
ใน 3 สาขานี้ การทดสอบแต่ละครั้งจะเน้นสาขาต่างกันไป เช่นในปี ค.ศ 2000 ได้เน้นสาขาการอ่าน ในปี ค.ศ. 2003 เน้นสาขาคณิตศาสตร์ และในปี ค.ศ. 2006 เน้นสาขาวิทยาศาสตร์ ส่วนปีที่แล้ว คือ ค.ศ. 2015 ได้เน้นสาขาวิทยาศาสตร์ โดยสิ่งที่ต้องการจากการทดสอบนี้ ในแต่ละสาขาคือ
ด้านการอ่าน ต้องการดูความสามารถของเด็กๆ ในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตัวเองอ่าน การนำไปใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย พัฒนาความรู้ และอยู่ร่วมกันในสังคม (Participate in Society)
ด้านคณิตศาสตร์ ต้องการดูความสามารถของเด็กๆ ว่าเข้าใจ ระบุ (Identify) และสามารถนำคณิตศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้แค่ไหน
ด้านวิทยาศาสตร์ ต้องการดูความสามารถของเด็กๆ ในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ระบุคำถาม สรุปโดยมีหลักฐาน (Evidence base) เพื่อความเข้าใจ และช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับธรรมชาติของโลก และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้หรือไม่ หรือได้แค่ไหน
เมื่อได้ทราบข้อมูลการทดสอบและวัตถุประสงค์แล้ว ลองมาดูที่เด็กไทยแปดพันกว่าคน จาก 273 โรงเรียนเข้าทดสอบว่ามีผลอย่างไร ซึ่งนอกจากจะปรากฏว่าได้ที่ 54 จากทั้งหมด 70 ประเทศดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏผล (Performance) ทั้ง 3 วิชา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศใน OECD ถ้าดู Share of Top Performance แล้ว เด็กไทยติดอยู่ที่ Minimum ทั้งหมด โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า เด็กๆ ไม่สามารถใช้ความรู้ขั้นพื้นฐาน หรือความรู้ทั่วๆ ไป แปรข้อมูล และสรุปผลออกมาในเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกรณีคณิตศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน
ผลการสอบครั้งนี้น่าจะเป็นสิ่งย้ำเตือนให้รัฐบาลต้องเร่งยกเครื่องการศึกษาของไทยทั้งระบบ ซึ่งหมายความรวมผู้สอนด้วย ไม่ใช่จะมานั่งแก้ตัวว่า เพราะการสอบนี้ไม่ใช่การสอบหลักวิชาการทั่วไป และเพราะโรงเรียนนี้โรงเรียนนั้นไม่ได้ส่งเด็กเข้าสอบ ซึ่งยิ่งจะเป็นการชี้ให้เห็นความบกพร่องอีกประเภทหนึ่งคือ การกระจายทรัพยากรไม่เท่าเทียมกัน ยิ่งกว่านั้นยังชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยไม่สามารถนำวิชาเหล่านี้ที่เรียนมาไปใช้กับชีวิตเมื่อเรียนจบออกไปได้ แต่เป็นการถูกสอนให้เก่งแต่ทำข้อสอบเพื่อสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเท่านั้น
เคยมีบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งต้องการรับพนักงานจำนวนหลายอัตรา และมีคนมาสอบถึง 300 คน แต่บริษัทรับได้เพียง 3 คน เนื่องจากที่เหลือคุณภาพไม่ถึง เพราะไม่รู้จักคิด บริษัทเล่าให้ฟังว่าเด็กไทยเก่งมากถ้าให้ของไปชิ้นหนึ่งและบอกให้ทำ 1, 2, 3, 4 จะทำได้หมดและทำได้ดี แต่ถ้าให้ของไปชิ้นหนึ่งแล้วให้ไปคิดว่าจะทำอย่างไร เด็กจะทำไม่ได้ แถมบางคนยังย้อนให้อีกว่า ก็คุณบอกมาสิว่าจะให้ทำอะไร หน้าที่คุณต้องบอกมา แสดงถึงการสอนของครูที่ไม่เคยให้เด็กคิดเอง
ทำให้ผู้เขียนนึกถึงลูกเพื่อนที่เรียนต่างประเทศแล้วย้ายกลับตามคุณพ่อที่ต้องย้ายกลับมารับราชการที่กรุงเทพฯ จึงไปเรียนโรงเรียนในประเทศของเรา ปรากฏว่า เมื่อเด็กไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นด้วยก็จะยกมือถามหรือโต้แย้ง แต่กลับโดนครูดุว่าเป็นตัวก่อกวน และในที่สุดมีการเรียกผู้ปกครองมาพบว่าเด็กมีปัญหา ถ้าครูยังเป็นเช่นนี้ เด็กไทยคงไม่ต้องไปแข่งกับใคร
เร่งยกเครื่องได้แล้วทั้งระบบและผู้สอน เลิกเสียทีที่เรียนอะไรไม่ได้สอบเข้าที่ไหนไม่ได้ก็มาเรียนครู แต่ควรแก้กฎระเบียบเป็นว่าจะเรียนครูได้ควรจบปริญญาตรีก่อนดีไหม เหมือนบางประเทศ แล้วจึงมาสอบครู ใช้ผู้สอบและข้อสอบสากล คัดให้ได้คุณภาพกันจริงๆ ซะที เหลือน้อยก็ไม่เป็นไรค่าตอบแทนจะได้สูงเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งมาเป็นครู แล้วใช้ระบบศึกษาทางไกลมาช่วยแทน







