
แผนรับมือสังคมผู้สูงอายุ ยิ่งช้าเศรษฐกิจยิ่งอึมครึม
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายสำคัญ 2 ด้านที่จะต้องก้าวไปให้ถึง และมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ด้านแรกคือ การเป็นประเทศไทย 4.0 หรือไทยแลนด์ 4.0 ที่เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรม เป็นการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมแทน
อีกด้านคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 4.0-4.5% ต่อเนื่องกัน เพื่อให้ไทยก้าวพ้นการตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางภายใน 15 ปี ซึ่งหากไทยสามารถก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้ ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้เร็ว
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เดินไปข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันไทยก็เผชิญกับแรงฉุดรั้งใหญ่ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่เต็มที่ นั่นคือการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จะทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลต่อผลิตภาพของประเทศ
แต่การเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุเพียงด้านเดียว คงไม่สามารถจะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างที่คาดหวังได้ โดยการศึกษาของ ฐานิดา อารยเวชกิจ และคณะ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าสัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะส่งผลด้านลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง การรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจึงควรพิจารณานโยบายเพื่อพัฒนาคนวัยทำงานด้วย โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อยกระดับแรงงานและศักยภาพเศรษฐกิจไทย
รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า ด้วยศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากไม่มีนโยบายรองรับใดๆ รายได้เฉลี่ยของคนไทยและประสิทธิภาพการผลิตจะลดลง ส่งผลสำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนไทยจะมีปัญหามากขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาแม้จะพบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่โดยรวมแล้วรัฐบาลยังไม่มีแผนรองรับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของประชากรวัยทำงานอย่างเป็นระบบ และเป็นแพ็กเกจเดียวกันที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ส่งผลดีผลเสียต่อกัน
นอกจากนี้ ในส่วนผู้สูงอายุที่มีการประกาศมาตรการออกมาและเริ่มใช้ไปแล้วบ้าง มักจะเป็นด้านนโยบายการคลังที่เน้นไปที่เรื่องของเงินออมและสินเชื่อเท่านั้น โดยในด้านการออมมีการออก พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้ประชากรวัยแรงงานส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองเพื่อชราภาพเหมือนกลุ่มที่มีประกันสังคม หรือข้าราชการที่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ ได้มีโอกาสเข้าถึงการออมเงินระยะยาว สร้างหลักประกันให้กับชีวิตในยามที่ไม่มีรายได้ ซึ่งรวมถึงเมื่อสูงวัยขึ้นด้วย
ส่วนมาตรการส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของสินเชื่อเกือบทั้งสิ้น เช่น การให้สินเชื่อแก่บุตรที่ซื้อบ้านและมีชื่อพ่อแม่ในทะเบียนบ้านจะได้รับการลดหย่อนภาษี โดยช่วยเหลือบุตรที่นำพ่อแม่มาเลี้ยงดูซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะตรวจสอบอย่างไรว่าบุตรได้เลี้ยงดูพ่อแม่ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านจริง
หรือการปล่อยกู้ให้ผู้สูงอายุในรูป Reverse Mortgage หรือการให้ผู้สูงอายุนำบ้านที่อยู่อาศัยมาขอสินเชื่อ โดยธนาคารที่ให้สินเชื่อจะจ่ายเงินกู้เป็นเงินเดือนแต่ละเดือนตามแต่จะคำนวณ วิธีนี้มีความเสี่ยงมาก เพราะหากผู้สูงอายุไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าสินเชื่อดังกล่าวหากไม่ชำระคืนเมื่อครบกำหนดก็จะถูกยึดบ้านได้ กลายเป็นปัญหาสังคมต่อเนื่องไปอีก
นอกจากนี้ เมื่อดูจากข้อมูลปี 2557 ที่ว่ามีผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มากถึง 34% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ขณะที่แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุจากบุตรมีแนวโน้มลดลงจาก 52.3% ในปี 2550 เหลือ 36.7% ในปี 2557 การให้ผู้สูงอายุมีหนี้ก้อนหนึ่งไว้ใช้สอยจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ประชากรวัยทำงานที่ลดลงยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ด้านหนึ่งจะทำให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอีกด้านหนึ่ง
จารีย์ ปิ่นทอง จากธนาคารแห่งประเทศไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่องนโยบายเพื่อรองรับสังคมสูงวัย จะเน้นแค่ผู้สูงอายุยังไม่พอ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่กำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ต้องมีนโยบายเพิ่มทักษะในการทำงานของประชากรวัยทำงานควบคู่ไปด้วย รวมทั้งการสร้างระบบเครดิตเพื่อให้ประชากรวัยทำงานเข้าถึงเครดิตได้มากขึ้น
จารีย์ พบว่ารายได้เฉลี่ยของคนไทยอาจจะลดลงมากถึง 30% ในอีก 30 ปีข้างหน้า ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลง และความเหลื่อมล้ำของรายได้จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางและกลายเป็นประเทศแก่ก่อนรวย แนวทางที่ จารีย์ เสนอจึงมีเรื่องของทั้งการสร้างระบบเครดิตเพื่อให้ประชากรวัยทำงาน และให้รัฐมีนโยบายเพิ่มทักษะของคนทำงานให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น
ในเรื่องการสร้างระบบเครดิตให้สามารถเข้าถึงในวงเงินที่สูงขึ้นโดยหลักทรัพย์ค้ำประกันเท่าเดิมนั้น จะทำให้ประชากรวัยทำงานสามารถกู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้มีอายุน้อยเพิ่งเริ่มทำงาน ทำให้เริ่มทำธุรกิจประเภทสตาร์ทอัพได้ง่ายขึ้น และคนกลุ่มนี้หากไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจก็สามารถกลับเข้ามาเป็นลูกจ้างได้ ไม่เหมือนคนสูงอายุ
ส่วนการเสนอให้มีนโยบายเพิ่มทักษะนั้น เป็นการเสนอให้สนับสนุนให้นักเรียนได้เสริมความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น พัฒนาทักษะการทำงาน (Working Skill) เพื่อเป็นลูกจ้างที่มีประสิทธิภาพและรายได้สูงขึ้น หรือพัฒนาทักษะด้านการบริหาร (Management Skill) เพื่อมุ่งเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ส่วนผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงานแล้วก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะและฝีมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและจะได้ไม่ถูกออกจากงาน
นอกจากข้อเสนอดังกล่าวแล้ว รัฐบาลเองก็ควรกระจายงบประมาณการลงทุน โดยเฉพาะงบกลางที่เพิ่งมีมติคณะรัฐมนตรีจะเพิ่มงบกลางอีก 1.9 แสนล้านบาทเพื่อลงทุนรองรับผู้สูงอายุอีกด้วย เช่น การลงทุนสร้างทางลาด ทางเดินให้ผู้สูงอายุตามหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล การลงทุนสร้างสถานสงเคราะห์คนชรา โดยนำโรงเรียนที่ถูกทิ้งร้างจากจำนวนเด็กที่ลดลงมาสร้างเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแทน เป็นต้น
ถือเป็นการใช้งบประมาณแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและรองรับสังคมผู้สูงอายุได้ในคราวเดียวกันด้วย
มีการประเมินว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากถึง 20% ในปี 2564 หรือเท่ากับรัฐบาลมีเวลาอีกเพียง 4 ปีเท่านั้นที่จะวางแผนและขับเคลื่อนแผนในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการพัฒนาให้คนวัยทำงานทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รับกับการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0
ยิ่งวางแผนช้า โอกาสที่จะก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0 และการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางก็ยิ่งยากขึ้น







