
มาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย (โดยแจกเงิน)
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2559 คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบกับมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนจน โดยการจ่ายเงินให้คนละ 1,500 บาท ถึง 3,000 บาท ในกรณีที่มาจดทะเบียนคนจนและแจ้งว่ามีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี รวมเป็นจำนวนคนที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมด 5.4 ล้านคน คาดว่ารัฐจะต้องใช้เงินทั้งหมด 12,750 ล้านบาท
ข้อดี-ข้อบกพร่อง
ผมคิดว่ามาตรการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่คงไม่มากนักเพราะเงิน 1 หมื่นกว่าล้านบาท เทียบกับขนาดของเศรษฐกิจไทย (ประมาณ 13 ล้านล้านบาท) ในขณะเดียวกันก็คงทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลดีขึ้น ลักษณะใช้นโยบายประชานิยมหรือประชารัฐอะไรทำนองนั้น และเมื่อเป็นมติ ครม.ออกมาพร้อมกับการเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำด้วยแล้ว ก็ยิ่งสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลยิ่งขึ้น
แต่ผมคิดว่ามาตรการนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่หลายประการ ก่อนอื่นเราควรเข้าใจตรงกันว่า การช่วยคนจนที่เหมาะสมควรช่วยคนที่ยากจนจริงๆ แต่การจดทะเบียนคนจนของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่องหละหลวม ทำให้คนที่มาลงทะเบียนอาจไม่ใช่คนยากจนจริงๆ ก็ได้ เพราะกรอกแบบฟอร์มเพียง 1 หน้ากระดาษ ระบุชื่อ ที่อยู่ รายได้ อาชีพ ทรัพย์สิน หนี้สิน และสวัสดิการ แต่ไม่มีการพิสูจน์โดยบุคคลที่สามหรือโดยวิธีการที่น่าเชื่อถือได้ว่าข้อมูลที่กรอกในแบบฟอร์มนี้เป็นความจริงหรือไม่อย่างไร และการรับรองก็ทำได้โดยตัวผู้กรอกเองด้วย
ดังนั้น ข้อมูลที่กรอกไปจึงอาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้ เราจึงแน่ใจไม่ได้ว่าคนจำนวน 8.3 ล้านคน ที่มาลงทะเบียนคนจนนั้นเป็นคนยากจนจริงๆ สักกี่คน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทุกคนจะมากรอกข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมด แต่ก็ยังมีประเด็นที่ยังหละหลวมอยู่ ประเด็นแรกเกี่ยวกับอายุของผู้กรอกข้อมูลซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องมีอายุอย่างต่ำ 18 ปีเท่านั้น ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุเกิน 60 หรือ 65 ปีขึ้นไปสามารถจดทะเบียนนี้ได้ และมีสิทธิได้เงินช่วยเหลือ คำถามก็คือผู้สูงอายุหลายคนได้เงินเบี้ยชราเดือนละ 600-1,000 บาทไปแล้ว ยังสมควรจะได้เงินช่วยเหลือ 1,500-3,000 บาทรอบนี้หรือไม่ เป็นการจ่ายซ้ำโดยไม่จำเป็นหรือไม่
ประการที่ 2 ในแบบฟอร์มนี้มีช่องกรอกอาชีพว่าเป็น “การเรียนหนังสือ” ด้วย ซึ่งหมายความว่าเปิดโอกาสให้นักศึกษาจดทะเบียนเป็นคนจนด้วย เพราะนักศึกษามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เรียนเต็มเวลา ฉะนั้นจะไม่มีรายได้เป็นของตนเอง เป็นคนที่ไม่มีรายได้ การยอมให้นักศึกษามาลงทะเบียนคนจน เป็นการเปิดโอกาสมากไปเพราะนักศึกษาหลายคนมีพ่อแม่ที่มีฐานะที่ดีอยู่แล้ว และหากเป็นนักศึกษายากจนจริงๆ
ก็ควรช่วยลักษณะอื่น เช่น การให้ทุนการศึกษา เป็นต้น
ประการที่ 3 การจดทะเบียนนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นข้าราชการบำนาญ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถเข้ามากรอกแบบฟอร์มนี้ได้ ซึ่งผมคิดว่าความช่วยเหลือสำหรับบุคคลเหล่านี้ที่มีปัญหาความยากจนควรจะแยกออกจากกลุ่มบุคคลอื่นๆ เพราะบุคคลเหล่านี้อยู่ในระบบของภาครัฐซึ่งรัฐบาลสามารถใช้เป็นช่องทางเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้เป็นกรณีเฉพาะอยู่แล้ว
โดยสรุปผมคิดว่ามาตรการนี้อาจช่วยเหลือบุคคลบางกลุ่มที่ไม่มีปัญหาความยากจนจริงๆ ก็ได้ และบางกลุ่มควรช่วยลักษณะอื่นที่ไม่ใช่เป็นการหว่านเงินเช่นนี้
รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วหรือ?
ในการบรรเทาหรือแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น ผมคิดว่าควรแบ่งคนจนเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือคนจนที่ยังมีโอกาสช่วยตัวเองได้ โดยประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว อีกกลุ่มหนึ่งคือคนจนที่ช่วยตัวเองไม่ได้เลย รัฐบาลควรช่วยคนกลุ่มแรกเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ในที่สุด เช่น เน้นช่วยให้เครื่องมือไปทำมาหากิน
ส่วนคนจนกลุ่มที่ 2 รัฐบาลควรช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มาตรการที่รัฐบาลนี้ประกาศออกมาไม่อยู่ในแนวทางที่ผมได้กล่าวข้างต้น ดังนั้นผมจึงถือว่ายังมาไม่ถูกทางทีเดียวนัก
ควรเป็นห่วงฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลไหม?
ถ้ารัฐบาลใช้เงิน 1 หมื่นกว่าล้านบาทจบแค่นี้ ผมก็คิดว่าไม่น่าเป็นห่วงเรื่องฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลมากนัก แต่ผมเกรงว่าจะไม่จบเรื่องแค่นี้ เพราะอย่าลืมว่ารัฐบาลยังเปิดโอกาสให้คนไปจดทะเบียนคนจนได้อีก
อนึ่ง เราควรคำนึงถึงด้วยว่า ปัจจุบันรัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือคนจนในลักษณะต่างๆ อยู่แล้ว เช่น ใช้เงินหลายหมื่นล้านบาทพยุงราคาพืชผล ค่ารถเมล์ฟรี ค่ารถไฟฟรี ค่าไฟฟ้าฟรี รวมๆ กันแล้วก็ถือเป็นภาระที่หนักอึ้งของรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน
มาตรการระยะสั้น ใช้เงินไม่มาก ไม่ต้องรัดกุมก็ได้?
การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของรัฐจำเป็นต้องมีความคุ้มค่า รอบคอบและโปร่งใส รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเพราะให้เหตุผลประการหนึ่งว่ารัฐบาลชุดก่อนใช้เงินไปในนโยบายประชานิยม เช่น การจำนำข้าว มีรั่วไหล ทุจริต ดังนั้นจึงควรเป็นตัวอย่างที่ดีรักษาวินัยการเงินการคลัง มิฉะนั้นอาจเป็นจำเลยในอนาคต
อนึ่ง ผมเข้าใจว่าการจดทะเบียนคนจนจะใช้ประกอบมาตรการระยะยาว จัดให้มีมาตรการภาษีเงินได้ติดลบ หรือ Negative income tax คือใครรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ยากจน ไม่ต้องจ่ายภาษีและจะได้เงินช่วยดังนั้นการเริ่มต้นต้องรอบคอบรัดกุมมิฉะนั้นเมื่อใช้ในระบบใหญ่จะมีปัญหาในที่สุด







