posttoday
จับสัญญาณเงินเฟ้อปี 2560

จับสัญญาณเงินเฟ้อปี 2560

13 ธันวาคม 2559

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

เริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่า ทิศทางอัตราเงินเฟ้อในปี 2560 เริ่มขยับตัวสูงขึ้น บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนออกมา “ฟันธง” ให้จับตาเงินเฟ้อ ในปี 2560 จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2559 จากการสำรวจส่วนใหญ่คาดการว่าระดับอัตราเงินน่าจะอยู่ในช่วง 1.5-2.6% โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วง 1-2% ในขณะที่มุมมองสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ดาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2560 จะอยู่ที่ 2.1% (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ก็ประมาณการอัตราเงินเฟ้อปี 2560 อยู่ที่ 1.5-2% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันให้ “อัตราเงินเฟ้อสูง” ขึ้น เป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งอุปทานน้ำมันในตลาดโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่กลุ่ม OPEC และกลุ่ม non-OPEC ในการบรรลุข้อตกลงในการคงกำลังการผลิต ซึ่งมีผลให้ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในช่วง 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2560

ในขณะเดียวกันอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแข็งแกร่ง ประกอบนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 จะดึงการลงทุนกลับไปสหรัฐ ย่อมส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลออกกลับไปลงทุนสหรัฐ อีกทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงยังจะส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้านำเข้าบางประเภทอาจปรับเพิ่มขึ้น นั่นหมายความต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้น ต้องมีการปรับราคาสินค้า รวมไปถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็เริ่มที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ “ต้นทุนการเงิน” เพิ่ม ซึ่งมีผลทำให้ “อัตราเงินเฟ้อ” จะต้องขยับขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นอุปสงค์ภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตและรายได้เกษตรกร ประกอบกับมาตรการภาครัฐสนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือนในช่วงเทศกาล

อีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจ “การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ” ขึ้นอีก 5-10 บาท ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2560 นั้น

ค่าจ้างแรงงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งการให้ต้นทุนการผลิตเพ่ิมขึ้น โดยภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำบางส่วนจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินว่า หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 305.44 บาท/วัน และ 360 บาท/วัน ตั้งแต่ต้นปี 2560 หรือปรับเพิ่ม 1.8% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2560 ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยอีก 0.03 และ 0.21 ตามลำดับ (จากกรณีฐานที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ซึ่งได้รวมผลจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไว้บ้างแล้วบางส่วน)

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็มองว่าการขึ้นค่าแรงขั้นตํ่านั้นจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2560 อย่างจำกัดส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลราคาสินค้า แม้ว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยได้ส่วนหนึ่งหลังจากไม่ได้ปรับมาเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในส่วนค่าจ้างของผู้ประกอบการในปี 2560 เพิ่มขึ้นบ้าง 0.6% ในภาคการผลิตและภาคการค้าและบริการ และเพิ่มขึ้น 1.4% ในภาคก่อสร้าง

ย้อนกลับมาดูว่า “เงินเฟ้อ” จะส่งผลกระทบอะไรกับเราๆ นั้น

“เงินเฟ้อ” เป็นตัวสะท้อนภาวะค่าครองชีพ โดยจะวัดจากราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อธิบายง่ายๆ เช่น ราคาน้ำมันเบนซิน 95 จากเคยอยู่ที่ 33 บาท/ลิตร แต่เดิมเคยเติมน้ำมัน 10 ลิตร ใช้เงิน 330 บาท ต่อมาราคาน้ำมันสูงขึ้นเป็น 40 บาท/ลิตร ถ้าเติมน้ำมัน 10 ลิตรเท่าเดิม จะต้องใช้เงินมากขึ้นเป็น 400 บาท สรุปได้เงินจำนวนเท่าเดิมมีค่าลดลงหรือซื้อสินค้าได้จำนวนน้อยลง

“เงินเฟ้อ” ทำให้รายได้ที่แท้จริงหรือ ดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง ยิ่งเงินเฟ้อมากๆ ยิ่งทำให้รายได้ที่แท้จริง ของเราถูกบั่นทอนลง หรือมีอำนาจการซื้อลดลงนั่นเอง ซึ่งหากเกิดปัญหาเงินภาวะเงินเฟ้อ กลุ่มแรงงานและลูกจ้างที่มีรายได้ประจำ จะได้รับผลกระทบมาก โดยได้รับผลกระทบมีรายได้ที่แท้จริงลดลง

ในสภาพความเป็นจริงแล้วการที่ “อัตราเงินเฟ้อ” ที่สะท้อนความรู้สึกของคนนั้นมีผลมากกว่า ซึ่งทุกวันนี้ประชาชนมีความรู้สึกว่าค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นแซงเงินเฟ้อ มีรายได้ไม่พอรายจ่าย และไม่ใช่ว่าราคาสินค้าจะเพิ่มแค่ 2% ตามเงินเฟ้อเท่านั้น ปัจจุบันค่าครองชีพได้ปรับตัวแรงแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อไปหมดแล้ว ยกตัวอย่าง อาหารจานเดียว ข้าวแกง หรือก๋วยเตี๋ยว พ่อค้าแม่ค้าบ่นว่าราคาสินค้าวัตถุดิบแพงขึ้นขอปรับราคาขึ้น ราคาเดิมจาก 30-35 บาท เป็น 40-45 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเพิ่มประมาณ 30%

ดังนั้น “เงินเฟ้อ” เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานสำคัญที่รัฐบาลคุมเงินเฟ้อ คือ กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีหน้าที่การควบคุมปริมาณเงิน โดยใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือสกัดอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ โดยเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับ 2% ในทฤษฎีนั่นถือว่าเล็กน้อยมาก ในอีกมุมมองหนึ่ง เงินเฟ้ออ่อนๆ นั้น จะเป็นตัวกระตุ้นการลงทุน แรงจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้า

อภิศักดิ์ ตันติยวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปีนี้ คาดว่าจะต่ำกว่า 1% ต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ 1-4% ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะไม่กระทบกับอัตราเงินเฟ้อของไทยจนเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับส่งผลดีทำให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นมาอยู่ในกรอบ ซึ่งจะสนับสนุนการขยายตัวได้ดีกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป สำหรับกรอบอัตราเงินเฟ้อปี 2560 ยังกำหนดไว้เท่าเดิม เพราะเป็นกรอบอัตราเงินเฟ้อระยะปานกลางของประเทศไทย

ดังนั้น ทุกๆ ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง จะต้องหารือเพื่อกำหนดนโยบายการเงิน และกำหนดกรอบอัตราเงินเฟ้อของแต่ละปีเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เพื่อกำหนดกรอบอัตราเงินเฟ้อนโยบาย โดยคาดว่าในปี 2560 โดยกำหนดเป้าหมายให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีที่ +1.5 ถึง 2.5 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปี 2559  เพื่อดำเนินนโยบายการเงินที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตเต็มศักยภาพและยั่งยืน รักษาความสมดุลในระบบเศรษฐกิจการเงิน รวมถึงเป็นการเอื้อให้ประชาชนและธุรกิจสามารถวางแผนการบริโภคและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อเป็นโจทย์เศรษฐกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน และการลงทุนของประเทศไม่ใช่แค่เพียงแค่คุมตัวเลขให้ออกมาดูดีเท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือต้องทำให้ทุกคนกินดีอยู่ดีและไม่ให้ค่าครองชีพถีบตัวแรงแซงหน้าเงินเฟ้อ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท