
ย้อนแก้ข้าวโพดดิ่ง
ข้อเสนอของเกษตรกรที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ จากการที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ หันไปนำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์แทนข้าวโพด เนื่องจากรัฐเดินหน้าลดภาษีนำเข้าข้าวสาลีลงทันทีจาก 27% ลงเหลือ 0%
ข้อเสนอของเกษตรกรที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ จากการที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ หันไปนำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์แทนข้าวโพด เนื่องจากรัฐเดินหน้าลดภาษีนำเข้าข้าวสาลีลงทันทีจาก 27% ลงเหลือ 0%
กอปรกับปีนี้ราคาธัญพืชทั่วโลกส่วนใหญ่ราคาร่วงลงมาก ทำให้ผลผลิตการเกษตรต่างประเทศหลายชนิดราคาถูกกว่าต้นทุนที่เพาะปลูกในประเทศไทย จึงทำให้ข้อเสนอที่จะให้ทบทวนการลดภาษีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทันที เป็นทยอยลดภาษีนับว่ามีเหตุผล เพื่อให้เวลาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการ ได้มีเวลาปรับตัว
ตามที่ทราบกันว่าราคาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปีนี้ค่อนข้างตกต่ำมาก ซึ่งตามสัดส่วนการผลิตที่ไทยผลิตข้าวโพดเสี้ยงสัตว์ได้ปีละ 4-4.5 ล้านตัน แต่ต้องใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเป็นอาหารสัตว์ปีละ 7-8 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอีกมากถึงเท่าตัวเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ทุกปี แต่จากปีนี้ที่ราคาข้าวสาลีเกรดต่ำราคาลดลงมาก ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ปรับสูตรอาหารหันไปนำเข้าข้าวสาลีมาผลิตเป็นอาหารสัตว์แทน จึงทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาในประเทศตกต่ำมาก
ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้แก้ปัญหา โดยกำหนดสาระหลักให้ผู้นำเข้าข้าวสาลี ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ อัตราส่วน 1 ต่อ 3 และราคารับซื้อข้าวโพดที่หน้าโรงงานกิโลกรัมละ 8 บาท เพื่อหวังจะช่วยดึงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดให้ขยับขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ค่อยได้ผล ราคาไม่ได้เพิ่มจากราคาข้าวโพดเมล็ดในประเทศ ความชื้นไม่เกิน 14.5% ที่ราคากิโลกรัมละ 6.70-6.90 บาท ส่วนข้าวโพดฝักเฉลี่ยไม่เกิน 30% ราคายังอยู่ที่กิโลกรัมละ 6.55-6.60 บาท
ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการนำเข้าข้าวสาลีเกรดต่ำใช้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามาเป็นจำนวนมากแล้ว พอ ครม.กำหนดเงื่อนไขจึงมีการนำเข้าข้าวสาลีแล้วต้องรับซื้อข้าวโพดสัดส่วน 1 ต่อ 3 น้อยมากจนไม่ช่วยให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดขยับขึ้น ทางเกษตรกรจึงต้องเดินหน้าอยากให้รัฐใช้ยาแรง ขึ้นภาษีข้าวโพด เพื่อสร้างความต้องการใช้ข้าวโพดในประเทศให้ได้
จากภาพรวมทั้งหมด จึงอยากให้รัฐบาลอาจต้องใช้ยาแรงถึงจะแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำได้บ้าง หลังจากนั้นจึงลองพิจารณาศึกษาถึงผลได้ผลเสีย ว่าควรทยอยปรับลดภาษีนำเข้าข้าวโพดจาก 27% อย่างไร ที่ไม่กระทบกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารสัตว์ ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ ยังให้มีต้นทุนที่รักษาความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้
ขณะที่ชาวไร่ข้าวโพดเอง ก็ต้องปรับตัวลดต้นทุนเพาะปลูก เพิ่มผลผลิตต่อไร่ รวมทั้งต้องเพาะปลูกบนพื้นที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช้สารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเกินมาตรฐานกำหนด เพราะสิ่งนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้เอกชนที่ซื้อข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์ปฏิเสธรับซื้อได้ เพราะหากนำผลผลิตข้าวโพดที่ไม่ถูกต้องไปผลิตอาหารสัตว์ ผลผลิตเนื้อสัตว์อาจส่งออกไปบางประเทศไม่ได้ เมื่อต่างประเทศให้ตรวจสอบย้อนกลับ
เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลอาจต้องใช้ยาแรงเบื้องต้น และจากนั้นทุกฝ่ายต้องปรับตัวเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาระยะยาวให้ยั่งยืน







