
พระ-โยมแห่วัดเข้าธรรมกายต่อเนื่อง "ศรีวราห์"เผยเล็งเอาผิดโฆษกคณะศิษย์
พระภิกษุ-ลูกศิษย์เดินทางเข้าวัดพระธรรมกายต่อเนื่อง "ศรีวราห์" เผยเล็งเอาผิด "องอาจ" หลังแถลงเข้าข่ายยุยง ปลุกปั่น
พระภิกษุ-ลูกศิษย์เดินทางเข้าวัดพระธรรมกายต่อเนื่อง "ศรีวราห์" เผยเล็งเอาผิด "องอาจ" หลังแถลงเข้าข่ายยุยง ปลุกปั่น
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีคณะศิษยานุศิษย์เดินทางเข้าวัดพระธรรมกายด้านประตู7 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อย่างต่อเนื่องทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถบัสและรถตู้โดยสาร
ขณะที่ถนนบางขัน-หนองเสือ ขาออกใกล้เคียงสะพานคลองสอง ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.1 กก.1บก.ทล.อยุธยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.กรมขนส่งทางบกโดยเฉพาะรถตู้ประจำทางที่วิ่งออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนใหญ่ภายในรถมีทั้งพระภิกษุและคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเดินทางมาด้วย
พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวก่อนร่วมประชุมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวทางการจับกุมพระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า วันนี้จะได้ขอสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่ามีอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ในการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ส่วนที่ต้องมีการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เนื่องจากมีประชาชนอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก และอาจมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ ขณะที่การสวดมนต์สามารถทำได้ตามปกติ แต่หากมีการขัดขวางจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนการขอหมายค้นวัดพระธรรมกายต้องขึ้นอยู่กับอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งตำรวจได้เตรียมกำลังไว้พร้อมแล้ว หากอธิบดีมีการร้องขอก็สามารถดำเนินการได้ทันที
พล.ต.อ. ศรีวราห์ กล่าวว่า กรณีที่ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย อ้างว่าการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย และการตรวจค้นวัดพระธรรมกายจะนำไปสู่ความแตกแยกของพระพุทธศาสนานั้น ทาง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญกรรมทางเทคโนโลยี กำลังตรวจสอบเพราะเป็นการพูดในลักษณะที่เข้าข่ายชี้นำ ยุยง ปลุกปั่น เป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะมีการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีที่นายองอาจ กล่าวอ้างว่านายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน ผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของศาล ผู้ยืนยันกรณีบุกรุกป่าและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทับลำรางสาธารณะ ว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญและถูกไล่ออกจากราชการแล้วนั้น ในความเป็นจริงนายวิฑูรย์ จดทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญกับศาลและทำงานด้านแผนที่มานับ 10 ปี ถือเป็นผู้มีประสบการณ์สูง ซึ่งทางงานสอบสวนรับฟังได้ จากข้อมูลที่นายวิทูรย์เเจ้งมานั้นทางศาลก็ได้มีกระบวนพิจารณาแล้ว ส่วนที่นายองอาจออกมาพูดจะเข้าข่ายบิดเบือนหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.)ที่จะต้องตรวจสอบต่อไป







