
เพาะพันธุ์กันถึงตาย
มนุษย์เริ่มเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงมานานกว่าหมื่นปี นับจากช่วงที่มีหมาป่าเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดแรก
โดย...Henturem voluptatem m niassus.
มนุษย์เริ่มเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงมานานกว่าหมื่นปี นับจากช่วงที่มีหมาป่าเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดแรก ความคิดเรื่องการคัดเลือกพันธุ์คงเริ่มเมื่อมนุษย์ตระหนักว่าลักษณะหลายอย่างเป็นกรรมพันธุ์ ดังนั้นผู้เพาะพันธุ์จึงสามารถคัดเลือกสัตว์ตัวที่มีลักษณะเหมาะสมนำไปผสมพันธุ์กัน เปลี่ยนสัตว์นั้นจากรุ่นสู่รุ่นจนลูกหลานของมันทุกตัวเกิดมามีลักษณะที่ผู้เพาะพันธุ์ต้องการแต่เดิมสุนัขถูกใช้ในการล่าสัตว์ ต่อมาใช้เฝ้ายามและเพื่อการต่อสู้ เจ้าของสัตว์ที่ให้นม เนื้อขนสัตว์ หนังสัตว์ ไข่ และอื่นๆ เริ่มเพาะพันธุ์สัตว์เพื่อให้ได้สิ่งของที่ต้องการในปริมาณหรือคุณภาพที่สูงขึ้น จะเห็นว่าแกะแบ่งเป็นสายพันธุ์ที่ให้นมบางพันธุ์ให้เนื้อและบางพันธุ์ให้ขนสัตว์เพื่อทำเสื้อผ้า ในศตวรรษหลังๆ เราเริ่มเพาะพันธุ์สัตว์ไว้เลี้ยงเป็นเพื่อน ซึ่งคัดจากรูปร่างหน้าตา
นอกจากนี้ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาเราได้เพาะพันธุ์สัตว์ทดลอง เพื่อใช้เฉพาะในการห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นการคัดเลือกพันธุ์ใช้หลักการง่ายๆ ผู้เพาะพันธุ์คัดสัตว์ตัวที่มีลักษณะที่ชอบ เช่น สีสวย ให้หนังทนทาน อารมณ์ดี หรือขนาดตัว อย่างกรณีม้างาน ม้าตัวใหญ่ที่สุด แข็งแรงที่สุดเท่านั้นจึงจะได้ผสมพันธุ์ต่อไป ผลคือม้ามีขนาดใหญ่และแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้มนุษย์ตัดตอนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) และเป็นผู้ตัดสินว่าสัตว์ตัวใดจะได้ผสมพันธุ์ต่อไป
การเพาะพันธุ์ที่รวดเร็วของยุคนี้
การเพาะพันธุ์สัตว์ตามวิธีดั้งเดิมต้องใช้เวลา สัตว์มีระยะเวลาการตั้งท้องที่เฉพาะแต่ละชนิด ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แถมสัตว์เลี้ยงโดยทั่วไปมีลูกน้อยตัวผู้เพาะพันธุ์ จึงต้องรออย่างใจเย็นเพื่อให้ได้สัตว์ที่มีลักษณะอย่างที่ต้องการตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมามีวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่และหลากหลาย เพื่อเพิ่มจำนวนลูกสัตว์จากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่คัดแล้วเป็นอย่างดีเมื่อการเปลี่ยนระยะเวลาตั้งท้องของสัตว์ทำได้ยาก
ดังนั้น ผู้เพาะพันธุ์จึงใช้วิธีเพิ่มจำนวนลูกสัตว์แต่ละคอกแทน วิธีแรกที่ใช้ซึ่งยังมีความสำคัญจนทุกวันนี้ คือการผสมเทียมพ่อพันธุ์ตัวหนึ่งจะผสมกับแม่พันธุ์ได้ไม่มากนักภายในช่วงชีวิตของมัน แต่ถ้าเก็บน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์จะสามารถแบ่งน้ำเชื้อไปผสมกับแม่พันธุ์ได้มากขึ้น ได้จำนวนลูกจากพ่อพันธุ์ที่ดีมากขึ้น และผู้เพาะพันธุ์ก็จะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นปัจจุบันสามารถเก็บไข่จากแม่พันธุ์ ผสมกับน้ำเชื้อ และถ่ายฝากตัวอ่อนในตัวเมียอีกตัวเพื่อตั้งท้องและตกลูก เพื่อเพิ่มจำนวนลูกสัตว์ที่ได้จากแม่พันธุ์ที่ดีได้อีกด้วย
เทคนิคอย่างการผสมเทียม การปลูกถ่ายตัวอ่อน และจำนวนลูกสัตว์แต่ละคอกที่มากขึ้น ทำให้ผู้เพาะพันธุ์สามารถเพิ่มประชากรสัตว์ที่มีลักษณะที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วได้ผลทันใจ
วิธีการเพาะพันธุ์สัตว์ล่าสุดคือ การดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายในรุ่นเดียว นักวิทยาศาสตร์นำยีนจากสัตว์ที่มีลักษณะที่ต้องการ (ซึ่งอาจไม่ได้เป็นสัตว์สปีชีส์เดียวกัน) ยีนนี้ถูกตัดต่อใส่ในไข่จากสัตว์ที่ต้องการดัดแปลงเซลล์ไข่ที่ผสมแล้วถูกปลูกถ่ายไปยังตัวเมียผู้เพาะพันธุ์ใช้วิธีนี้ดัดแปลงยีนที่สร้างใยแมงมุมใส่ในเซลล์ไข่ของแพะ จึงได้เป็นแพะที่ผลิตใยแมงมุมในนมแพะศักยภาพการเพาะพันธุ์อย่างรวดเร็วและเข้มข้นมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจนสัตว์บางสปีชีส์อาจสูญพันธุ์ในธรรมชาติ
โคพันธุ์เนื้อนักกล้ามตกลูก โดยการผ่าตัด
ผู้เพาะพันธุ์ใช้การมิวเทชั่นเพื่อสร้างวัวเนื้อยักษ์พันธุ์เบลเยียนบลูโคเนื้อพันธุ์ใหญ่สองพันธุ์คือ เบลเยียนบลู (Belgian Blue) และพีดมอนทีส (Piedmontese) เป็นที่นิยมในหมู่ผู้เพาะพันธุ์โคเนื้อ เพราะโคเหล่านี้มีมัดกล้ามเนื้อโตและมีเนื้อมาก แม้ว่าโครงกระดูกจะเล็ก แต่มันส่งผลให้โคเพศเมียไม่สามารถตกลูกได้เองตามธรรมชาติ ลูกโคพันธุ์เบลเยียนบลูแรกเกิดหนักประมาณ 45 กิโลกรัม
ขณะที่ลูกวัวพันธุ์อื่นหนัก 30 กิโลกรัม นอกจากนี้แม่โคยังมีเชิงกรานแคบเพราะเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ทำให้ลูกโคผ่านเชิงกรานได้ยาก หากไม่ผ่าตัด ทั้งแม่โคและลูกโคอาจไม่รอดมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่เรียกว่าไฮเปอร์เพลเซีย (Hyperplasia) เกิดจากมิวเทชั่นที่ทำให้สัตว์นั้นมีจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อมหาศาลและเป็นเนื้อวัวหายาก







