
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (76)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังทรงห่วงใยเด็กกำพร้าที่มารดาคลอดแล้วทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังทรงห่วงใยเด็กกำพร้าที่มารดาคลอดแล้วทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และหน่วยงานอื่นๆ ของสภากาชาดไทย จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย (Thai Red Cross Children Home) ขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2524 เพื่อรับอุปการะเลี้ยงดูและหาครอบครัวที่เหมาะสมให้แก่เด็กกำพร้า เพื่อให้เด็กได้รับความรัก ความอบอุ่น และมีอนาคตที่ดีต่อไป
โดยสำนักงานและสถานสงเคราะห์เด็กของมูลนิธิฯ ตั้งอยู่ที่ตึกวชิราลงกรณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่เด็กและผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้งดังต่อไปนี้ (1) สืบหาบิดามารดาที่แท้จริงของเด็กหรือผู้เยาว์ และช่วยเหลือเด็กหรือผู้เยาว์ ให้มีชีวิตที่อบอุ่นในครอบครัวของตนเอง (2) จัดหาครอบครัวทดแทนให้แก่เด็กหรือผู้เยาว์ในกรณีที่ไม่สามารถสืบหาบิดามารดาได้ หรือในกรณีที่เด็กหรือผู้เยาว์ไม่อาจอยู่กับครอบครัวของตนเองได้ โดยจัดบริการบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (3) ให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กหรือผู้เยาว์ ที่อยู่หรือเคยอยู่ในสถานสงเคราะห์ของมูลนิธิฯ รวมทั้งให้การศึกษา การฝึกวิชาชีพการอบรมทางศาสนาและจริยธรรม การรักษาพยาบาล การจัดหางาน และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ตามความสามารถ และความต้องการของเด็กหรือผู้เยาว์แต่ละราย และ (4) ส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับงานสวัสดิภาพเด็กและครอบครัว
นอกจากนี้ เมื่อครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ พัดถล่มชายฝั่งทะเลตะวันตกของไทย ทำให้ 6 จังหวัดภาคใต้ ได้รับความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตผู้คนหลายพันคน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” สำหรับเด็กกำพร้าจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่ จ.พังงา ให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ซึ่งพระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งมาแล้วตั้งแต่ต้น มูลนิธิฯ ให้การดูแลอบรม เลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งกว่า 800 คน ให้เจริญเติบโต และมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยให้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากพี่เลี้ยง พยาบาล และกุมารแพทย์ เพื่อให้เด็กมีความพร้อมที่จะไปอยู่กับครอบครัวบุญธรรม และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต
เมื่อมีการก่อตั้งมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ของราษฎร ผู้สละชีพเพื่อป้องกันประเทศชาติ ผู้ต้องบาดเจ็บ ทุพพลภาพ จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม พระองค์ได้มีพระราชปรารภ ถึงระเบียบวิธีการช่วยเหลือ ผู้สละชีพเพื่อชาติว่า นอกเหนือจากเงินช่วยเหลือจากหน่วยราชการ ซึ่งในขณะนั้นต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาเป็นเวลานานแล้วยังเป็นการช่วยเหลือด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก อีกทั้งอาสาสมัครที่บาดเจ็บทุพพลภาพหรือเสียชีวิต ก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับเพื่อนทหาร ตำรวจที่ร่วมรบในสมรภูมิ
ดังนั้น ในวันที่ 2 เม.ย. 2518 อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ ทั้งจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และโรงพยาบาลทหารผ่านศึก มารับพระราชทานเลี้ยง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พร้อมกันนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญผู้มีจิตกุศลเป็นจำนวนมากมาร่วมในงาน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในขณะที่ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระราชปฏิสันถารพร้อมกับพระราชทานของขวัญแก่ทหารที่บาดเจ็บพิการทุกคน วันนั้นเองถือเป็นวันก่อตั้งมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งเป็นทุนเริ่มแรก พระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ และมีผู้มีจิตศรัทธาที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทก็ได้ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลด้วย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานมูลนิธิ เนื่องจากทรงตระหนักดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเป็นผู้มีพระทัยอ่อนโยน มีพระเมตตาเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของผู้อื่นอยู่เสมอ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิสายใจไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ดังพระราชดำรัสในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ความว่า
“...ในวันที่ 2 เมษายน 2518 อันเป็นวันเกิดของข้าพเจ้า แทนที่จะทำบุญเลี้ยงพระเช่นเคย ข้าพเจ้าได้รวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครที่บาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต จากการต่อสู้ป้องกันประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานเงินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ด้วยจำนวนหนึ่ง ก่อตั้งมูลนิธิชื่อว่า มูลนิธิสายใจไทย โดยมีข้าพเจ้า เป็นประธานกรรมการอยู่ในพระบรมราชูถัมภ์...”
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงรับเป็นพระราชภาระในการจัดหารายได้และการระดมเงินเพื่อนำมาสมทบทุนมูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือผู้เสียสละต่อสู้เพื่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งนอกจากการจ่ายเงินเพื่อสงเคราะห์ผู้บาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพหรือครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นรายเดือนแล้ว ด้วยความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ทุพพลภาพ พระองค์ทรงเห็นว่าทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครที่หายบาดเจ็บแล้วแต่กลายเป็นคนพิการ ถ้ารอรับเงินเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถช่วยให้ชีวิตของเขาและครอบครัวมีความมั่นคงและภาคภูมิใจ จึงทรงมีพระราชดำริให้มีการฝึกอาชีพขึ้นในปี 2523 เพื่อผลิตผลงานฝีมือของสมาชิกสายใจไทยออกขาย เพื่อให้สมาชิกสามารถช่วยตนเองและมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้น ตลอดจนได้มีวิชาชีพสำหรับนำไปประกอบอาชีพในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจ และลดความกังวลกับความพิการที่เป็นอยู่
หน่วยฝึกอาชีพของมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้ฝึกอาชีพให้แก่ทหารทุพพลภาพและครอบครัว ซึ่งขณะนี้มีอยู่ถึงกว่า 4,000 ครอบครัว โดยมีโรงฝึกทั้งหมด 6 ประเภท คือ งานหนัง งานลวดลายบนแก้ว งานตัดเย็บเสื้อผ้า งานเพนต์ งานสวน และงานไม้ พระองค์ในฐานะองค์ประธานมูลนิธิฯ ทรงสนพระราชหฤทัยติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิด ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคุณภาพการผลิตสินค้าของมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2551 ความตอนหนึ่งว่า
“...ขอให้ทุกคนได้รักษาฝีมืออย่างนี้เอาไว้ เพื่อที่จะให้คนที่ซื้อของเราเขาซื้อด้วยคุณภาพและฝีมือ ไม่ใช่ซื้อเพราะเป็นของมูลนิธิสายใจไทยฯ หรือเพราะความสงสาร สำหรับคนที่มาใหม่ ขอให้ดูรุ่นเก่าๆ ที่ดีเอาไว้เป็นตัวอย่าง...”
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเอาพระทัยต่อกิจการของมูลนิธิสายใจไทยฯ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ทำให้หน่วยฝึกอาชีพของมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้ฝึกอาชีพให้ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ทุพพลภาพและครอบครัว สามารถสร้างงานฝีมือออกมาอย่างมีคุณภาพ สามารถนำออกมาจำหน่ายเป็นที่แพร่หลาย และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนโดยทั่วไป สามารถทำรายได้ให้แก่ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ตลอดระยะเวลา 39 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิสายใจไทยฯ จนถึงปัจจุบัน แม้ในยามที่บ้านเมืองเป็นปกติสุข สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณติดตามดูแลรั้วของชาติผู้เสียสละชีวิต และเลือดเนื้อเพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง ทรงระลึกถึงเหล่าผู้ทุพพลภาพส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้มีอาชีพที่สุจริตและมั่นคงทรงห่วงใยช่วยเหลือเมื่อยามที่พวกเขาต้องประสบปัญหาในการดำรงชีวิต พระราชทานเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ ทรงมีพระเมตตาพระราชทานผ้าห่มเมื่อยามอากาศหนาวเย็น พระราชทานตำราอาหารและน้ำผลไม้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ ทรงดูแลติดตามเอาใจใส่ต่อครอบครัวของเขาเหล่านั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ซึ่งจะเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ให้แก่ผู้เสียสละเพื่อชาติและครอบครัวตลอดไป







