
ประชาธิปไตยแบบเคร่งครัดและรัดกุม
เลือกตั้งครั้งต่อไป (ถ้ามี) ต้องตาม “ใบสั่ง” ส่วนที่ว่าเป็นใบสั่ง “ของใคร” คนที่สนใจการเมืองน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
เลือกตั้งครั้งต่อไป (ถ้ามี) ต้องตาม “ใบสั่ง” ส่วนที่ว่าเป็นใบสั่ง “ของใคร” คนที่สนใจการเมืองน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะคนที่จะสั่งอะไรๆ ได้ในทางการเมืองก็มีเพียงคนกลุ่มเดียว คือ “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” เท่านั้น
พูดตรงไปตรงมา ก็คือ คสช.นี่แหละที่เป็น “ผู้กำกับการแสดง” ของเมืองไทยอยู่อย่างมั่นคง กว่า 2 ปีครึ่งที่ คสช.ครองอำนาจมานี้ เห็นแล้วว่าท่าน “เอาอยู่” และ “เอาได้ดี” คือบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ไม่ค่อยมีการคอร์รัปชั่น และที่สำคัญมีพฤติกรรมน่ารัก (อาจจะกระโชกโฮกฮากในบางที แต่ก็เป็นนิสัยเดิมที่แก้ยาก อาศัยรอยยิ้มเปิ่นๆ กลบเกลื่อนก็พอให้อภัยได้) กระทั่งหลายคนบอกว่าไม่ต้องมีเลือกตั้งเร็วนักก็ได้ เพราะถ้าปล่อยให้นักการเมืองแบบเดิมๆ “ครองเมือง” ประเทศไทยก็จะเข้าอีหรอบ “วงจรอุบาทว์” ดังเดิม
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีการเลือกตั้ง คสช.ก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้อง “จัดการ” บ้านเมืองให้เรียบร้อย “ศักดานุภาพ” ที่ คสช.แสดงออกมาเป็นระยะๆ ก็คือ การควบคุมกลไกต่างๆ ที่จะใช้ดูแลบ้านเมืองให้มี “ประสิทธิภาพ” เริ่มตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ให้อำนาจในมาตรา 44 ไว้ให้เป็น “ดาบอาญาสิทธิ์” ตามมาด้วยการกำกับควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องคว่ำไปแล้วเสีย 1 ร่าง (ว่ากันว่าเป็นเพราะ “ม่ายล่ายหลั่งจายอาเฮีย”) และที่กำลังร่างกันอยู่ฉบับใหม่นี้ รวมถึงกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับ แม้กระทั่งการวางยุทธศาสตร์ประเทศไว้ในระยะยาวที่กำลังจะมีการตราออกมาเป็นกฎหมายเช่นเดียวกัน
ทั้งหมดทั้งปวงล้วนอยู่ใน “กำมือ” คสช.ทั้งสิ้น
ทำไม คสช.ต้องทำเช่นนั้น และทำเพื่ออะไร?
ถ้าไปถาม คสช.ท่านก็จะต้องตอบว่า “เพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยให้สังคมไทยมีความสงบสุขด้วยความเรียบร้อย” (ชื่อคณะของท่านก็บอกอยู่แล้วว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” โดยละคำว่า “เรียบร้อย” ไว้ในฐานที่เข้าใจ) แต่ถ้ามาถามนักวิชาการอย่างผู้เขียน ผู้เขียนก็จะตอบว่า “เพื่อควบคุมดูแลให้เกิดประชาธิปไตยตามแบบที่ผู้มีอำนาจท่านต้องประสงค์ เพื่อความมั่นคงและความวัฒนาถาวรของประเทศไทย”
เราอาจจะตั้งคำถามต่อ คสช.ว่า “จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ถ้า คสช.เอาตัวเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ อย่างนี้จะผิดต่อหลักการของความเป็นประชาธิปไตยในทางสากลหรือไม่”
ผู้เขียนเรียนรัฐศาสตร์มาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จำได้ว่าในชั้นปี 1 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวิชาหลักรัฐศาสตร์ ที่สอนโดยท่านศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ ท่านบอกว่าประชาธิปไตยมี 2 แบบ คือ แบบต้นกำเนิด กับแบบดัดแปลงหรือประยุกต์ แม้แต่แบบที่เป็นต้นกำเนิดก็ยังมี 3 “แม่แบบ” ใหญ่ๆ คือแบบอังกฤษ แบบสหรัฐอเมริกา และแบบฝรั่งเศส ส่วนแบบที่เอามาประยุกต์นั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะมีมากมายอีกนับสิบๆ แบบ ที่ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทั้งหลายไปจดจำเอาชื่อคำว่าประชาธิปไตยนั้นมา แต่เนื้อหาหรือวิธีการที่ใช้จริงๆ กลับไม่เป็นประชาธิปไตยเลยก็มี เช่น ประชาธิปไตยแบบนำวิถีของอายุบข่านแห่งปากีสถาน ประชาธิปไตยแบบชี้นำของซูการ์โนแห่งอินโดนีเซีย เป็นต้น แม้แต่ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ก็ใช้ประชาธิปไตยนำหน้าหรือคำที่มีความหมายว่าเป็นประชาธิปไตย อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างนี้เป็นต้น
ประเทศไทยแต่เดิมที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 เราก็เรียกว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบสั่งการ” หรือถูกกำกับควบคุมได้เช่นเดียวกัน โดยกลุ่มข้าราชการที่รวมตัวกันเป็น “คณะราษฎร” ที่ปกครองมาถึงปี 2500 (แม้จะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2489 แต่ผู้นำรัฐบาลก็ยังมาจากคณะราษฎร หรือที่มีการรัฐประหารในปี 2490 นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นแกนนำของคณะราษฎรอยู่เช่นเดิม) จากนั้นก็มีระบอบทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร ก็พยายาม “ปั้นแต่ง” ระบอบประชาธิปไตย ได้รัฐธรรมนูญ 2511 แต่พอมีเลือกตั้งแล้วรัฐบาลทหารก็ “เอาไม่อยู่” จอมพลถนอมก็ยึดอำนาจตัวเองในปี 2515 กระทั่งนำมาซึ่งการเรียกร้องประชาธิปไตยอันนำมาซึ่งเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516 ร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือฉบับ 2517 แล้วมีประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งอยู่ช่วงสั้นๆ แต่บ้านเมืองก็ปั่นป่วนวุ่นวาย จนทหารต้องมาทำรัฐประหารในวันที่ 6 ต.ค. 2519 จากนั้นทหารก็มี “ใบสั่ง” ให้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ให้ข้าราชการในวุฒิสภามีอำนาจเหมือนกันกับนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร และปกครองในระบอบนี้มาจนถึงวันที่ 23 ก.พ. 2534 ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มายึดอำนาจ แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะทานกระแสการปฏิรูปการเมืองไม่ได้ ถูกประชาชนไล่ออกจากอำนาจไปในเดือน พ.ค.ปี 2535
จากนั้นก็พยายามแก้ไขปัญหาการยึดอำนาจด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ให้ประชาชนมาช่วยกันเป็น “ปราการ” ป้องกันประชาธิปไตย แต่ด้วยความฉ้อฉลของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งก็ชักนำทหารให้เข้ามายึดอำนาจอีกในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยประชาชนยินยอมเพราะหวังว่าทหารจะมาถอนรากถอนโคนระบอบอันแสนชั่วร้ายนั้น แต่เมื่อทหารถอดใจ “โยนผ้าขาว” ให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งเข้ามาอีกโดยนักการเมืองชั่วๆ กลุ่มเดิม ทหารก็ต้องออกมาอีกตามกระแสเรียกร้องของ “มวลมหาประชาชน” อย่างที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้
คณะทหารที่ปกครองบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ให้สัญญาว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน...” แต่ที่เป็นมากว่า 2 ปีครึ่งนี้ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอนนัก เพราะมวลมหาประชาชนนั่นเองที่ยังไม่อยากเห็นอะไรที่ “ไม่แน่นอน” นั้นเกิดขึ้น โดยเฉพาะการหวนคืนมาของนักการเมืองกลุ่มเดิมๆ
บางทีเราอาจจะต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบ “สั่งการ” อัน “เคร่งครัดและรัดกุม” นี้ไปอีกนานพอควร เพื่อให้ทหารจัดการ “ปัดกวาด” และ “สร้างบ้านใหม่” ให้เรียบร้อย
แต่ก็ต้องระวัง “น้ำอดน้ำทน” ของคนไทยด้วยนะขอรับ







