
ธุรกิจไม่ติดขัด
ในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองธุรกิจของผมเติบโตขึ้น ทำให้มีพนักงานมากขึ้น ผมจำได้หรือรู้จักเฉพาะคนงานเก่าๆ
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองธุรกิจของผมเติบโตขึ้น ทำให้มีพนักงานมากขึ้น ผมจำได้หรือรู้จักเฉพาะคนงานเก่าๆ ที่อยู่กันมานานกว่า 10 ปี หรือไม่ก็ผู้จัดการหลักๆ บางคนเท่านั้น ผมค่อยๆ ห่างจากงานในโรงงาน งานหลักของผมจึงเป็นเรื่องการดูแลการเงิน เก็บออมเงินเพื่อความมั่นคงของกลุ่มบริษัทในเครือทั้งหมด
สิ่งที่เป็นความภูมิใจเมื่อครั้งปี 2540 คือ การได้มีส่วนช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งช่วงนั้นธนาคารดึงเงินกู้คืนทั้งหมด บริษัทในกลุ่มของผมมีปัญหาการเงิน เงินหมุนเวียนในระบบมีไม่พอ ผมต้องนำเงินที่เก็บออมเกือบทั้งหมดมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจนับ 100 ล้านบาท จึงทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด
ธุรกิจต่างๆ เริ่มหันมาส่งออกมากขึ้น บริษัทของผมก็เช่นกัน จำเป็นต้องส่งสินค้าออกไปจำหน่ายต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะเงินบาทอ่อนค่าลงมาก จาก 27 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ตอนกลางปี 2540 มาเป็น 50 กว่าบาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ตอนสิ้นปี เศรษฐกิจหดตัวอย่างมากในปี 2541 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) ของไทยติดลบมากกว่า 10% ช่วงนี้ใครไม่มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอ แม้ธุรกิจทำกำไรได้ดีก็มีโอกาสเจ๊ง เนื่องจากธนาคารดึงเงินที่ปล่อยกู้ไปกลับหมด เพื่อคืนเงินกู้ต่างชาติ คนที่ทำธุรกิจนำเข้าหน้ามืดเจ๊งไปก็มาก
ตอนนั้นทุกคนมักคิดว่าไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย แต่จริงๆ แล้วค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลมากทีเดียว อย่างบริษัทของผมบริษัทหนึ่ง ซื้อเครื่องจักรจากญี่ปุน ราคา 1.4 แสนเหรียญสหรัฐ มีการเจรจาต่อรองกันไปมา จนในที่สุดผู้ขายเครื่องจักรยอมลดให้เหลือ 1.25 แสนเหรียญสหรัฐ และให้เครดิต 1 ปี จ่ายเงินเป็นเหรียญสหรัฐ เดือน มี.ค.ปีหน้า ซึ่งก็คือปี 2541 ลูกชายผมตอบตกลงทันทีเพราะได้ราคาและเงื่อนไขดีมาก ให้นำเครื่องจักรมาใช้ก่อน แต่จ่ายเงินทีหลังตั้งหนึ่งปี
พอวันที่ 1 ก.ค. 2540 รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เพราะไม่มีเงินสกุลต่างประเทศเหลืออยู่ในคลังของประเทศแล้ว ลูกชายผมเริ่มใจเสีย เพราะเมื่อถึงกำหนดชำระค่าเครื่องจักร ไม่รู้จะต้องจ่ายแพงขึ้นกี่ล้านบาท ราคาเครื่องจักร 1.25 แสนเหรียญสหรัฐ คูณด้วยค่าเงินบาทเมื่อวันตกลงซื้อขาย 27 บาท ก็เท่ากับ 3.375 ล้านบาท ถ้าเงินบาทด้อยค่าลง 10 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 1.25 ล้านบาท ถ้าลดลง 20 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2.5 ล้านบาท สรุปก่อนลดค่าเงินบาท ราคา 3.375 ล้านบาท หลังลดค่าเงินบาทจ่ายจริง 6.125 ล้านบาท ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม 2.75 ล้านบาท ลมแทบจับ โชคดีที่มีเงินจ่าย ถ้าไม่มีก็คิดกันเอาเองก็แล้วกัน…จะเกิดอะไรขึ้น
พอเงินไหลกลับหมดอย่างรวดเร็ว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์พุ่งตกเหลือ 200 กว่าจุดเท่านั้น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ยังล้มไปเกือบหมด 50 กว่าแห่ง ธนาคารใหญ่ๆ ต่างแย่ไปตามๆ กัน บริษัทร่วมทุนที่กู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนก็เหนื่อย บางบริษัทต้องเพิ่มทุนเพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ บริษัทของผมก็โดนไปเหมือนกัน ทั้งเรื่องการกู้เงินจากต่างประเทศ และยอดขายในประเทศที่ตกลงมากกว่า 50% แต่โชคดีมีเงินออมอยู่มากพอ
ปี 2540 (ค.ศ. 1997) จนถึงปี 2545 (ค.ศ. 2002) หนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เมื่อแปลงเป็นเงินบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เงินต้นจ่ายเพิ่มเท่าตัว ดอกเบี้ยก็จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แถมดอกเบี้ยเงินกู้จาก 10% เพิ่มขึ้นเป็น 20% ยอดขายของธุรกิจตกลงมากกว่า 50% ลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย ซ้ำร้ายต้องจ่ายเงินต้นภายใน 3 เดือน คนไทยจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกแบบนี้ “ไม่เจ๊งครั้งนี้แล้วจะไปเจ๊งครั้งไหน”
ช่วงปลายปี 2540 โรงงานที่เทพารักษ์ของผม ต้องยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทจัดหาคนงานทั้งหมด ซึ่งมีประมาณ 60 คน หรือประมาณ 15% ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งในการเลิกจ้างนี้ บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย โชคดีที่ยังมีเงินออมจึงสามารถจ่ายได้ ช่วงนี้แทบทุกบริษัทปลดพนักงานออก ซึ่งบางบริษัทมีเงินจ่ายชดเชยให้ลูกจ้างที่ถูกปลด แต่หลายบริษัทไม่มีเงินจ่ายชดเชยให้ เมืองไทยยังโชคดีที่ยังกลับไปทำไร่ทำนาได้ ตกปลาหาผักกินได้ อากาศไม่หนาวจัด หากเป็นเมืองหนาวมีแต่หิมะไม่มีอะไรกิน จะทำอย่างไร
ในวันที่เลิกสัญญาผมไปพูดคุยให้กำลังใจพนักงาน “ชีวิตผมเคยลำบากมากกว่าครั้งนี้มาก ถึงขั้นอดตายไม่มีอะไรจะกิน เมืองไทยยังมีข้าวปลาอาหาร ถ้าไม่ขี้เกียจ ขยันหาผักหาปลาก็มีกินทุกมื้อ ขอให้ทุกคนเป็นคนดี มีความอดทน ประหยัด หนักเอาเบาสู้ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง ทำเหตุให้ดี ไม่ต้องถามถึงผล ขอให้ทุกคนโชคดี”
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







