
ต้องรอบคอบ
นโยบายการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ โดยมีนโยบายจะให้เอกชนผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเข้ามาร่วมบริหาร และดูแลสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวผู้มีสิทธิรับรัฐสวัสดิการของรัฐประมาณ 7-8 ล้านคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการรั่วไหลของงบประมาณ และแก้ไขปัญหาการทุจริต
นโยบายการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ โดยมีนโยบายจะให้เอกชนผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยเข้ามาร่วมบริหาร และดูแลสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวผู้มีสิทธิรับรัฐสวัสดิการของรัฐประมาณ 7-8 ล้านคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการรั่วไหลของงบประมาณ และแก้ไขปัญหาการทุจริต
ในแต่ละปี ข้าราชการและครอบครัวเบิกค่ารักษาพยาบาลตรงจากกรมบัญชีกลางปีละ 7 หมื่นกว่าล้านบาท และก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจากการเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกรมบัญชีกลางจึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องทำให้การเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพมากที่สุด ลดการซ้ำซ้อนของการเบิกยา ไม่ให้มีการอาศัยช่องว่างเวียนเทียนเบิกจ่ายยาและนำไปขายเหมือนที่เคยจับได้เมื่อปีที่แล้ว
เรื่องการปรับระบบสวัสดิการนี้ อยู่ระหว่างการหารือระหว่างกระทรวงการคลังและบริษัทประกัน แต่ทางนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เห็นชอบในหลักการไปแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดว่าจะมีรูปแบบอย่างไร โดยต้องอยู่บนหลักการที่กำหนดไว้ว่าข้าราชการและครอบครัวจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เคยได้สิทธิประโยชน์อย่างไรก็จะได้อย่างนั้น
ประเด็นที่มีการจับตามองกันมากก็คือ การนำเอาระบบสวัสดิการไปอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทประกันภัยนั้นจะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ หลายฝ่ายก็ไม่เชื่อมั่นว่าบริษัทประกันจะบริหารได้ดี อีกทั้งเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายก็ตกประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ตามการเบิกจ่ายค่ารักษารายเดือน
ในเรื่องดังกล่าวข้าราชการทั้งหลายผู้มีส่วนได้เสียจากการเปลี่ยนแปลงระบบยังไม่ได้ออกมาคัดค้านหรือเห็นด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เปลี่ยนระบบแล้วมีข้อเสียอย่างไร เมื่อไม่มีข้อมูลการออกมาคัดค้านก่อนก็อาจจะทำให้กลายเป็นการต่อต้านโดยไม่มีเหตุผล
อย่างไรก็ดี เครือข่ายปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (คสร.) และอดีตข้าราชการจากกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงการคลังทบทวนนโยบายนี้ เพราะเห็นว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการไร้ประสิทธิภาพของกรมบัญชีกลาง แต่กลับต้องไปเสียเงินว่าจ้างเอกชนมาบริหารงานทำไม โดยหลายตัวอย่างที่กลุ่มผู้คัดค้านได้นำเสนอขึ้นมาก็เป็นประเด็นที่ฟังขึ้น อาทิ กรมบัญชีกลางเคยเรียกเงินคืนจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพราะพบว่าสั่งจ่ายยาให้คนไข้มากเกินความจำเป็น เป็นยานอกบัญชียาหลัก ราคาแพง กรมบัญชีกลางสามารถตรวจสอบบัญชีการใช้ยาต่างๆ ให้เหมาะสมได้
ไม่เพียงแค่เสนอให้ทบทวนเท่านั้น กลุ่มที่คัดค้านได้เสนอทางออกคือ ขอให้กระทรวงการคลังวิเคราะห์ปัญหาให้ดีและเกาให้ถูกที่คัน โดยให้ข้าราชการ สถาบันวิชาการ รวมทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มาร่วมกันศึกษาว่าจะหาทางออกกันอย่างไร
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับข้าราชการ ดังนั้นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและโปร่งใส ไร้การทุจริต







