
ระวังฟองสบู่‘ทรัมป์’ ยังไม่แน่ทำตามสัญญา
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นไปราว 1,200 จุด ภายในช่วง 4 สัปดาห์หลังจากเศรษฐีวัย 70 ปี โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถคว้าชัยชนะในศึกชิงประธานาธิบดีสหรัฐมาได้ ตรงกันข้ามกับที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ว่า ชัยชนะของทรัมป์จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจและทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง แต่จากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นและค่าเงินเหรียญสหรัฐ ก็แสดงให้เห็นว่าตลาดให้ความคาดหวังเป็นอย่างสูงกับนโยบายของทรัมป์ว่าจะช่วยเอื้อผลประโยชน์ต่อภาคเอกชนมากน้อยเพียงไร
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นไปราว 1,200 จุด ภายในช่วง 4 สัปดาห์หลังจากเศรษฐีวัย 70 ปี โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถคว้าชัยชนะในศึกชิงประธานาธิบดีสหรัฐมาได้ ตรงกันข้ามกับที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ว่า ชัยชนะของทรัมป์จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจและทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง แต่จากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นและค่าเงินเหรียญสหรัฐ ก็แสดงให้เห็นว่าตลาดให้ความคาดหวังเป็นอย่างสูงกับนโยบายของทรัมป์ว่าจะช่วยเอื้อผลประโยชน์ต่อภาคเอกชนมากน้อยเพียงไร
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปอย่างมาก ก็สร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายไม่น้อย โดยการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นการปรับขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ “ฟองสบู่” อยู่แล้วจากการใช้นโยบายผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก และเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังฟองสบู่ดังกล่าวที่อาจจะแตกเมื่อไหร่ก็ได้ในปีหน้านี้
จากข้อมูลของเมอร์ริล ลินช์ พบว่า เฉพาะในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 2 ปี
อัตราส่วนราคาต่อกำไรของดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับขึ้นเป็น 16.9 เท่า เมื่อสิ้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 16.4 เท่า ในวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งของสหรัฐ ขณะที่ด้านแบงก์ออฟอเมริกา เปิดเผยว่า เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นของสหรัฐในเดือน พ.ย. มากถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์ที่มากที่สุดในรอบ 2 ปี
ขณะเดียวกัน ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับขึ้นเหนือ 19,000 จุด เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา และนักลงทุนบางส่วนคาดการณ์ว่า ดาวโจนส์จะปรับขึ้นจนไปสู่ 20,000 จุดในที่สุด เช่น เนล เฮนเนสซี ประธานของกองทุนรวมเฮนเนสซีฟันด์ ระบุว่า เงินทุนจะยังคงไหลเข้าสู่ตลาดทุนของสหรัฐเพิ่มขึ้น หลังจากที่ตลาดพันธบัตรเข้าสู่ภาวะซบเซา ซึ่งราคาปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าคุณไม่ลงทุนหุ้น คุณก็บ้าแล้ว” เฮนเนสซี กล่าว
นโยบายของทรัมป์หลายอย่างช่วยให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น เช่น การปรับลดอัตราภาษีของภาคเอกชนจากระดับปัจจุบันที่ 35% เหลือ 15% หรือนโยบายในการลดการควบคุมดูแลภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคพลังงาน ซึ่งอดีตนักธุรกิจอย่างทรัมป์ให้สัญญาจะดำเนินการภายใน 100 วันแรกหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค.ปีหน้า ขณะที่ทรัมป์ยังให้สัญญาจะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นผลดีกับบริษัทก่อสร้างและผลิตวัสดุก่อสร้างในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถสวนกระแสได้ในตอนนี้ แต่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนก็เริ่มแสดงความกังวลแล้วว่า ตลาดหุ้นดังกล่าวจะปรับขึ้นไปได้อีกมากน้อยเพียงใด เนื่องจากความกังวลต่อความไม่สามารถคาดเดาได้ของทรัมป์ยังคงอยู่
นอกจากนี้ ยังไม่แน่นอน 100% ว่า ทรัมป์จะสามารถทำตามที่สัญญาเอาไว้ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งทรัมป์จะต้องไปสู้รบปรบมือกับสภาคองเกรสอีกถึงจะผ่านนโยบายต่างๆ ได้ โดยแม้พรรครีพับลิกันจะครองสภาคองเกรส แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชื่นชอบประธานาธิบดีคนใหม่เท่าใดนัก
การปรับขึ้นของตลาดหุ้นอย่างมหาศาลภายหลังการเลือกตั้งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ แต่จบได้ไม่ค่อยสวยนัก เช่น ในการเลือกตั้งปี 1928 ตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้นไปมากถึง 13% อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นกลับปรับลงอย่างแรง 89% และตามมาด้วยเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับฟองสบู่ดอทคอมในปี 1999 ที่แตกหลังการเลือกตั้งปี 1996 ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงถึง 50%
ทรัมป์เองยังเคยเปิดเผยก่อนหน้าระหว่างหาเสียงก่อนการเลือกตั้งว่า ตลาดหุ้นของสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงฟองสบู่ ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างเข้มข้นมาตลอดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ส่งผลให้นักลงทุนนำเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ธนาคารกลางช่วยให้ไหลลงสู่ตลาดนำไปลงทุนในตลาดทุน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยกับทรัมป์ในบางส่วน
ทว่าการใช้ดอกเบี้ยต่ำมาหลายปี ส่งผลให้ “การซื้อหุ้นคืน” กลายเป็นที่นิยมของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการใช้เงินปันผลดึงดูดนักลงทุนแทนที่จะเป็นผลการดำเนินการยังกลายเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน โดย ฌอน โอฮารา ประธานของกองทุนรวมเปเซอร์ เปิดเผยเมื่อเดือน ก.ย. ว่า แม้ตลาดทุนก่อนการเลือกตั้งจะไม่ได้มีฟองสบู่มากอย่างที่ทรัมป์อ้าง แต่นักลงทุนควรกังวลกับการซื้อหุ้นคืนและการใช้เงินปันผลดึงดูดแทนการใช้ผลการดำเนินการ
นโยบายการเงินมีผลต่อการซื้อหุ้นคืนอย่างเห็นได้ชัด และเทรนด์ดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นด้วย โดยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า นับถึงเดือน พ.ค. บริษัทญี่ปุ่น 282 แห่งในตลาดหุ้นโตเกียว มีการซื้อหุ้นคืนรวมกัน 3.9 ล้านล้านเยน (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าการซื้อหุ้นคืนตลอดทั้งปี 2012 ถึง 2 เท่า ภายหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนติดลบ
นิโคลัส สมิธ นักกลยุทธ์ของซีแอลเอสเอ เปิดเผยว่า สัดส่วนการซื้อหุ้นคืนของญี่ปุ่นต่อขนาดของตลาดยังน้อยมากเมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นคืนในสหรัฐ โดยการซื้อหุ้นคืนดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนมองข้ามผลประกอบการที่ย่ำแย่ไปได้ แต่ก็แค่ในระยะสั้น
ทั้งนี้ การมาของทรัมป์ส่งผลให้ลมในฟองสบู่ตลาดพันธบัตรเริ่มรั่วออกไปบ้างแล้ว โดยผลตอบแทนพันธบัตรระยะเวลา 10 ปีของสหรัฐ ทะยานขึ้นสู่ 2.34% เมื่อสิ้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเพียง 1.85% ก่อนการเลือกตั้ง ด้วยแนวโน้มว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ โดยเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนออกโรงแสดงความกังวลต่อผลกระทบนโยบายของทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินจำเป็นและอาจสร้างภาวะเงินเฟ้อที่มากเกินไป
ชาร์ล อีแวนส์ ประธานเฟดสาขาชิคาโก ระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันไม่ต้องการการกระตุ้นที่มากเกินไป และอัตราว่างงานในปัจจุบันก็อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ เจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ระบุว่า นโยบายเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดการกำกับดูแลเอกชน และการลดภาษี อาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเจริญเติบโตอยู่แล้ว
“นโยบายพวกนี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย” บูลลาร์ด กล่าว
ไม่ว่าทรัมป์จะทำตามที่สัญญาไว้ได้จริงแท้แค่ไหน แต่ในระยะสั้นนั้นนักลงทุนหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าขณะนี้มีแรงซื้อเข้ามามากเกินไป และแน่นอนว่าจะต้องมีการปรับฐานตามมา หากมองในแง่ดีแบบ คารีน คาวานัก นักกลยุทธ์อาวุโสของโวยา ไฟแนนเชียล การปรับฐานจะไม่มากเกินกว่า 5% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ถือว่าแข็งแกร่งดี
ทว่าหากมองกันยาวๆ ในปีหน้าแล้ว หากนโยบายกระตุ้นหลายอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ สวนทางกับการปกป้องทางการค้าที่ตึงเครียดขึ้น แน่นอนว่าภาคเอกชนของสหรัฐเองก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ท่ามกลางผลกำไรส่วนมากที่ยังคงอยู่ในต่างประเทศ และเมื่อถึงเวลานั้น ตลาดทุนก็อาจถึงเวลาปรับใหญ่รับโลกแห่งความเป็นจริงกันอีกครั้งก็เป็นได้







