
งัดวิธีสู้บาทแข็ง
ธปท.เต้นแก้เงินบาทแข็งปั๋ง ส.ค. พุ่ง 3% เร่งแบงก์รายงานข้อมูลซื้อขายเงินตราต่างประเทศเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ส่งแบบสอบถามเอกชนละเอียดยิบ
ธปท.เต้นแก้เงินบาทแข็งปั๋ง ส.ค. พุ่ง 3% เร่งแบงก์รายงานข้อมูลซื้อขายเงินตราต่างประเทศเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ส่งแบบสอบถามเอกชนละเอียดยิบ
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.เป็นต้นไป สถาบันการเงินทุกแห่งจะต้องส่งข้อมูลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ทั้งแบบซื้อขายทันทีและล่วงหน้า ในวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปเร็วขึ้น ในรอบสุดท้ายเป็นเวลา 16.30 น. จากกำหนดต้องส่งข้อมูลช่วงแรกเวลา 12.00 น., 15.30 น. และ 17.30 น. ส่วนการซื้อขายหลังจากนั้นให้ส่งภายในเวลา 08.30 น. ของวันถัดไป
นอกจากนี้ ธปท.ได้ออกแบบสอบถามจากสถาบันการเงินและภาคเอกชน เรื่องผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อการดำเนินงานและข้อจำกัดในการป้องกันความเสี่ยง รวมถึงวิธีแก้ปัญหา
ทั้งนี้ ธปท.ต้องการทราบว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในลักษณะใดจะส่งผลต่อธุรกิจมากที่สุด เช่น การขึ้นๆ ลงๆ หรือการแข็งค่าหรืออ่อนค่าต่อเนื่องเป็นเวลานาน และที่สำคัญ ธปท.ยังให้ภาคธุรกิจส่งออกระบุค่าเงินบาทว่าอัตราเท่าไรที่ทำให้ธุรกิจอยู่ไม่ได้ด้วย
“ธปท.จะได้รับข้อมูลที่ละเอียดและรวดเร็ว ทำให้ประเมินผลกระทบได้แม่นยำ สามารถดูแลภาคเอกชนขนาดกลาง ขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และรายย่อย ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องการนำเข้าและส่งออกได้ดียิ่งขึ้น” นางสุชาดา กล่าว
น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธปท. ยอมรับว่า นับตั้งแต่วันที่ 1-27 ส.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 3% นับว่าค่อนข้างเร็วกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ส่วนรวมทั้งปีนี้แข็งค่าขึ้น 6.5% เป็นรองแค่เงินริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่าถึง 9%
อย่างไรก็ตาม การดูว่าค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไปหรือไม่ต้องพิจารณาถึงการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจหรือไม่ซึ่งต้องยอมรับเศรษฐกิจค่อนข้างดีมาก ทำให้เดือน ส.ค.ถึงปัจจุบันมีเงินไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์แล้วประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทจึงมีแรงกดดันเงินบาทบ้าง
“ธปท.ยืนยันว่าค่าเงินบาทไม่ได้ผันผวนจนกระทบต่อธุรกิจในภาคส่งออกนำเข้า แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องป้องกันความเสี่ยงบ้าง” น.ส.วงษ์วธู กล่าว
นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการสำนักตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า การออกแบบสอบถามไม่ได้ทำเพราะ ธปท.เกิดความกังวลเรื่องค่าเงินบาท แต่เป็นการใส่ใจต่อภาคธุรกิจ ต้องการรับรู้ข้อเท็จจริง และก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศที่หลายแห่งเริ่มทำออกมา







