
ช่วยถูกกลุ่ม
แม้ว่ารัฐบาลจะต้องทำการเลื่อนการจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐออกไป ด้วยมาตรการเติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อย หรือการให้เงินคนจน จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 1 ธ.ค. 2559 แต่ก็ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องสมควร คือรัฐขอใช้เวลาในการตรวจสอบผู้มาลงทะเบียนว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี
แม้ว่ารัฐบาลจะต้องทำการเลื่อนการจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐออกไป ด้วยมาตรการเติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อย หรือการให้เงินคนจน จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 1 ธ.ค. 2559 แต่ก็ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องสมควร คือรัฐขอใช้เวลาในการตรวจสอบผู้มาลงทะเบียนว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี
โดยรัฐบาลมีวิธีการตรวจสอบที่แยบยลพอสมควร ด้วยการนำรายชื่อผู้ลงทะเบียนตรวจสอบย้อนกลับไปที่กรมสรรพากร เพราะหากมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท จะต้องไม่มีรายชื่อในผู้เสียภาษีรายได้ หรือการตรวจสอบเทียบเคียงรายชื่อกับผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรกระทรวงการคลัง หรือแม้แต่รายชื่อผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งการให้กรมการปกครองตรวจสอบรายชื่อจากเลขที่บัตรประชาชน
ผลที่ได้คือ พบว่าผู้มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 8.3 ล้านคน มีปัญหาอยู่ถึง 5-6 หมื่นราย แบ่งเป็น ผู้รายได้เกิน 1 แสนบาท/ปี มีประมาณ 1 หมื่นราย อีก 4.6 หมื่นราย เป็นผู้ลงทะเบียนซ้ำกันหลายธนาคาร บางรายเลขบัตรประชาชนเลขเดียวกันแต่ชื่อต่างกัน บางรายไม่ใช่สัญชาติไทย บางรายเสียชีวิตไปแล้ว
การตรวจสอบอย่างละเอียดนี่เองที่เป็นสาเหตุให้การโอนจ่ายเงินผู้มีรายได้น้อยต้องล่าช้าออกไป ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วน่าจะถึงมือผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ได้ไม่เกินปีใหม่นี้แน่นอน ทำให้ผู้มีรายได้น้อยมีเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ในช่วงปลายปีตามจุดประสงค์ในการเติมกำลังซื้อของภาครัฐได้
วิธีการนี้เท่ากับรัฐบาลได้เริ่มจัดระบบให้เห็นเป็นรูปธรรมในการจัดระบบการจ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพ เพราะแม้จะเป็นการแจกเงิน แต่เป็นการแจกเงินที่มีจุดมุ่งหมายในกลุ่มเฉพาะที่ประสบปัญหากำลังซื้ออย่างรุนแรง ไม่ได้กระทำอย่างเหวี่ยงแห และยังมีความโปร่งใสโดยตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ ควรจะนำไปสู่การจัดระบบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยใหม่ เพราะมีรายงานว่าสวัสดิการที่รัฐจัดหาให้โดยเฉลี่ยช่วงปี 2536-2555 มีผู้ที่เป็นคนจนจริงๆ ได้รับเพียง 10% เท่านั้น ขณะที่เม็ดเงินช่วยเหลือคนจนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 1 ล้านล้านบาท ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แสดงว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ไปตกอยู่เบี้ยบ้ายรายทางจำนวนมหาศาล
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอแนะรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ทำการศึกษาการนำระบบ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในระยะต่อไป สาเหตุเพราะ สศช.เชื่อว่าในระยะต่อไปฐานข้อมูลกลุ่มคนที่จะได้รับสวัสดิการเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการลงทะเบียนครั้งนี้
รัฐบาลและกระทรวงการคลังจึงควรสนับสนุนและเร่งนำระบบดังกล่าวมาใช้ เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่ดี ลดความซ้ำซ้อนซึ่งนอกจากจะทำให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริงแล้ว ยังช่วยให้การใช้เงินภาษีของประชาชนมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย







