posttoday
เปิดร่างกม.พรรคการเมือง หวังให้เป็นเครื่องมือของประชาชน

เปิดร่างกม.พรรคการเมือง หวังให้เป็นเครื่องมือของประชาชน

07 ธันวาคม 2559

กรธ.เปิดร่างแรกกฎหมายพรรคการเมือง ย้ำไม่เซ็ตซีโร แต่ให้เคลียร์บัญชีสมาชิก-การเงิน หวังให้เป็นเครื่องมือของประชาชน

กรธ.เปิดร่างแรกกฎหมายพรรคการเมือง ย้ำไม่เซ็ตซีโร แต่ให้เคลียร์บัญชีสมาชิก-การเงิน หวังให้เป็นเครื่องมือของประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงถึงการพิจารณาเนื้อหาเบื้องต้นของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองว่า ร่างดังกล่าวมีทั้งหมด 10 หมวด 129 มาตรา เนื้อหาเหล่านี้ยังปรับได้ ตราบที่ยังไม่ได้ส่งให้สนช.พิจารณา กฎหมายพรรคการเมือง คือ1ใน 4 กฎหมายสำคัญสำหรับเตรียมการเลือกตั้ง กรธ.มุ่งหวังให้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชน แม้ที่ผ่านมานักการเมืองจะตีปลาหน้าไซว่า กฎหมายฉบับนี้ ต้องการบีบพรรคให้ขาดอิสระการทำงาน ง่อยเปลี้ยเสียขาจนทำอะไรได้ แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันพิจารณาเนื้อหาฉบับนี้ด้วยว่า เป็นจริงดังนั้นหรือไม่

สาระสำคัญที่กรธ.อยากให้เห็นคือ ในมาตรา 23 การดำเนินงานกิจการของพรรคต้องมีกิจกรรมตามที่กำหนด 4 ข้อ

จุดเริ่มต้นการเกิดพรรคการเมือง ต้องเริ่มจากการรวบรวมคนให้ได้ 500 คนเรียกว่า สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง แต่ละคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเรียกว่าทุนประเดิมอย่างน้อยคนละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน500,000 บาท  ทำให้อย่างน้อยทุนประเดิมพรรคจะมี 1 ล้านบาท โดยรายนามการจ่ายเงินจะต้องมีบัญชีเปิดเผย จดทะเบียนกับนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่เปลี่ยนมาให้เลขาฯกกต.ดำรงตำแหน่งแทนของเดิมที่กำหนดให้เป็นประธานกกต. มีการประกาศให้รับทราบทั่วกันในราชกิจจานุเบกษา ภายในปีแรกจะต้องมีการหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คน และภายใน 4 ปี จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 20,000 คน กำหนดให้แต่ละภาคมีอย่างน้อย 1 สาขาพรรค ที่ประกอบด้วยสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่อย่างน้อย 500 คน 

กลไกทั้ง คณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จะรับผิดชอบการจัดกิจกรรมทุกอย่างของพรรค และที่สำคัญคือ การสรรหาคนลงสมัครส.ส. แทนที่ของเดิมที่เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคเพียงอย่างเดียว ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีโครงสร้างประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่ง และอีกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ กรรมการสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

สำหรับข้อห่วงกังวลจะเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองเดิม ยืนยันว่ากรธ. ไม่มีความคิดดังกล่าว ทั้งอยากเห็นพรรคการเมืองเก่าบางพรรคที่ดีอยู่แล้ว ช่วยเข้ามาจรรโลงสังคมการเมืองตามกติกาใหม่ที่เรากำหนด พรรคเก่าจะต้องเคลียบัญชีสมาชิกเดิม ไม่ให้ซ้ำซ้อนพรรคอื่น ต้องระดมหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คน ภายในปีแรกตามที่กำหนดเหมือนพรรคใหม่ ซึ่งพรรคใหญ่คงไม่มีปัญหา แต่พรรคเล็กคงต้องทำงานเหนื่อยหน่อย ถัดมาก็ต้องเคลียร์เงิน พรรคเดิมก็สามารถกันเงินก้อนหนึ่งมาตั้งบัญชีทุนประเดิมพรรคอย่างน้อย 1 ล้านบาท

นายอุดม กล่าวอีกว่า เรายืดหยุ่นอย่างเต็มที่ แต่หากใครทำไม่ได้ ก็ต้องขอห้ามว่าอย่าเพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้ง หลายคนกังวลว่า การเคลียสมาชิกและบัญชี อาจเปิดช่องให้มีการไปหานายทุนพรรคได้อีก ก็ต้องระวังเพราะหากบัญชีสมาชิกและการเงินพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรค ไม่ถูกต้อง ก็จะต้องได้รับโทษ ในเรื่องของการเงินพรรค ส่วนหนึ่งจะมาการช่วยเหลือตัวเอง เช่น ค่าบำรุงสมาชิก ส่วนการบริจาคของประชาชนหรือนิติบุคคลก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และอีกส่วนจะมาจากการได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนของกกต. ที่ส่วนใหญ่ก็มาจากงบประมาณของรัฐ จ่ายสมทบตามสัดส่วนคะแนน ที่มองกันว่า พรรคเล็กจะอยู่ลำบากใช่หรือไม่ ตนมองว่า ถ้าพรรคเล็กอยู่กันเป็นกุฎิ เป็นสภากาแฟ ก็ไปตั้งแค่ กลุ่ม หรือชมรม ก็ช่วยส่งเสริมการเมืองได้

ด้าน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. กล่าวว่า ในวันที่ 14 ธ.ค.กรธ.จะเตรียมจัดงานเเถลงข่าวนำร่างไปชี้เเจงกับผู้เข้าร่วมงานทุกฝ่าย รวมถึงพรรคการเมือง ที่สโมสรสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ขอเชิญพรรคการเมืองร่วมเเสดงความเห็นหากมีข้อเสนอเเนะใดมา จะได้มีเวลาปรับแก้ไขร่างก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาต่อไป

สำหรับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มีทั้งหมด 10 หมวด 129 มาตรา ในมาตรา 23 กำหนดให้การดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองต้องมีกิจกรรม ดังต่อไปนี้

1.เสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมี ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบ

2.เสนอแนวทางการพัฒนาประเทศและการ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุ กับการพัฒนาด้านจิตใจ และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ประกอบกัน

3.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างมีเหตุผล 

4. สร้างเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รู้จักยอมรับความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง และแก้ไข  ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน

ในมาตรา 28 กำหนดว่าห้ามมิให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง  ยินยอม  หรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกหรือบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 9 (1) (3) (4) หรือ (5) กระทําการในลักษณะที่เป็นการควบคุมครอบงําก้าวก่าย แทรกแซง หรือมีส่วนร่วมในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

สำหรับเรื่องรายได้ของพรรคการเมืองในหมวด 5 กำหนดให้กรณีที่มีบุคคลสนับสนุนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่า 1แสนบาทขึ้นไป ต้องประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยระบุชื่อบุคคลที่ให้การสนับสนุนด้วย และในทุกเดือน พรรคจะต้องประกาศรายชื่อผู้บริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5 พันบาท ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ที่สำคัญคือบุคคลจะบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นให้แก่พรรคการเมืองที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านต่อปีไม่ได้

ส่วนเรื่องการสิ้นสุดของพรรคการเมืองในหมวด 8 กำหนดไว้ในมาตรา 79 ว่า พรรคการเมืองสิ้นสุดลงเมื่อ 1.สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองตามมาตรา 80  คือ 1.ไม่สามารถดําเนินการเรื่องสมาชิกและสาขาพรรคได้ตามมาตรา 32วรรคหนึ่ง  ได้ภายในเวลาที่กําหนด 2.ภายหลังจากที่ดําเนินการครบตามมาตรา 32วรรคหนึ่ง   มีจํานวนสาขาพรรคการเมืองเหลือไม่ถึงภาคละหนึ่งสาขาเป็นระยะเวลาติดต่อกันหนึ่งปี 3.ภายหลังจากที่ได้รับการจดทะเบียนพรรคการเมืองมีจํานวนสมาชิกเหลือไม่ถึงตามที่กําหนดในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง 4.ไม่มีการประชุมใหญ่พรรคการเมืองหรือไม่มีการดําเนินกิจกรรมใดทางการเมืองเป็นระยะเวลาติดต่อกันหนึ่งปีโดยมิได้มีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย 5.ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไป  2 ครั้งติดต่อกันหรือเป็นเวลา 8 ปีติดต่อกัน  6.มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย และ 7.พรรคการเมืองเลิกตามข้อบังคับ

2.ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 81 คือ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ สั่งยุบพรรคการเมืองนั้น 1)กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2)กระทําการอันอาจเป็ปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ 3)กระทําการฝ่าฝืนมาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 65 หรือมาตรา 90

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการไต่สวนแล้ว  มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

3.มีการควบรวมพรรคการเมืองตามหมวด 9 การควบรวมพรรคการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท