
ยูเอ็นชี้นมแก้เอเชียขาดสารอาหาร
เว็บไซต์ข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์นมหลายชนิด ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วนและการขาดแคลนสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดในเอเชีย โดยยกตัวอย่างโครงการนมโรงเรียนของไทยที่ช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารมากยิ่งขึ้น
เว็บไซต์ข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์นมหลายชนิด ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วนและการขาดแคลนสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดในเอเชีย โดยยกตัวอย่างโครงการนมโรงเรียนของไทยที่ช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงความนิยมในการรับประทานอาหาร ส่งผลให้ชาวเอเชียดื่มนมมากขึ้น โดยเฉพาะในจีนและไทย โดยการผลิตผลิตภัณฑ์นม ปรับตัวขึ้นมาถึง 3 เท่า จากราว 110 ล้านตัน ในช่วงทศวรรษ 1990 มาอยู่ที่เกือบ 300 ล้านตันในปี 2013 ซึ่งตัวเลขการผลิตนมในเอเชียคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณนมทั่วโลกในช่วงดังกล่าว
รายงานยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการนมโรงเรียนในไทย ซึ่งเป็นความพยายามกระตุ้นการบริโภคนมของรัฐบาล โดยแจกจ่ายนมไปตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งทำให้เด็กได้รับโปรตีนและแคลเซียมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเด็กปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากไทยแล้ว อินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ ยังดำเนินโครงการในลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ โครงการนมโรงเรียนยังถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยของไทย เนื่องจากการทำฟาร์มโคนมมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก และระบบการจัดสรรโคนมและแพะมีความเหมาะสม ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรมากกว่าเมื่อเปรียบกับการเพาะปลูกทั่วไป เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเพาะปลูกเป็นของตนเอง
กุณณ์ทาวี กถิรสาน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของเอฟเอโอ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมคาดว่าจะเป็นกลไกในการบรรเทาความยากจนของเกษตรกรเอเชีย ตราบใดที่นโยบายรัฐบาลยังช่วยให้เกษตรกรเข้าไปแข่งขันในตลาดได้อย่างยุติธรรม
รายงานระบุว่า เอเชียประสบความสำเร็จในการลดอัตราการขาดแคลนสารอาหารของประชากร จาก 24.3% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ลดลงมาอยู่ที่ 12.3% โดยความมีเสถียรภาพทางการเมืองและระบบการจัดการฟาร์มโคนมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ชาวเอเชียสามารถเข้าถึงสารอาหารได้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ประชากรเปลี่ยนรสนิยมการบริโภคอาหารมาเป็นแบบชาวตะวันตกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยข้าวและแป้งเป็นส่วนใหญ่ ไปสู่อาหารที่มีความหลากหลาย เช่น การเพิ่มผัก ผลไม้เข้าไปในเมนูอาหาร โดยรายงานระบุว่า แคลอรีจากแป้งในอาหารของชาวเอเชียลดลงมาก 50 แคลอรี/คน ขณะที่แคลอรีจากผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า 300 แคลอรี/คน
อย่างไรก็ดี ชาวเอเชียออกกำลังกายน้อยลง และรับประทานอาหารแปรรูปมากขึ้นที่ประกอบด้วยน้ำตาลและเกลือเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ประชากรจำนวนมากยังขาดแคลนแร่ธาตุซิงก์ เหล็ก และวิตามินเอ ขณะที่ภาวะโรคอ้วนปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยพุ่งสูงกว่า 4% ต่อปี







