
วิบากกรรมเยนแข็ง โจทย์ที่ญี่ปุ่นยังแก้ไม่สำเร็จ
มีวิบากกรรมทางเศรษฐกิจที่คอยตามจองล้างจองผลาญญี่ปุ่นไม่หยุดหย่อนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การจมปลักอยู่กับภาวะเงินฝืดยืดเยื้อนานนับทศวรรษ โดยช่วงเดือน ก.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ปรับลดลงมา 1.1% ถือเป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน
มีวิบากกรรมทางเศรษฐกิจที่คอยตามจองล้างจองผลาญญี่ปุ่นไม่หยุดหย่อนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การจมปลักอยู่กับภาวะเงินฝืดยืดเยื้อนานนับทศวรรษ โดยช่วงเดือน ก.ค. ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ปรับลดลงมา 1.1% ถือเป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เรื่องที่สอง คือ เงินเยนที่แข็งค่าอย่างไม่ลดราวาศอก
ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเงินเยนแข็งค่าต่อเงินเหรียญสหรัฐสูงสุดในรอบ 15 ปี ทำให้ดัชนีนิกเกอิทิ้งตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 9,000 จุด หรือต่ำที่สุดในรอบ 16 เดือน
ภาวการณ์เช่นนี้ทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในความลักลั่น เพราะการที่ค่าเงินแข็งหมายถึงเศรษฐกิจที่น่าจะดีวันดีคืน แต่กลับกลายเป็นว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยิ่งย่ำแย่ลงเข้าทุกวัน
ล่าสุด เพิ่งเสียตำแหน่งมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกให้กับจีน เนื่องจากการขยายตัวและมูลค่าของจีดีพีลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแข็งค่าของเงินเยน
สถานการณ์เช่นนี้เป็นโจทย์ที่แก้ได้ยากยิ่ง เพราะแตกต่างจากภาวะที่ประเทศอื่นๆ กำลังเผชิญ
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของสหรัฐที่เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมๆ กับการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ แต่การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐถือเป็น “คุณ” เพราะช่วยส่งเสริมการส่งออก และกลายเป็นหนึ่งในแรงหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ญี่ปุ่นจะแสดงท่าทีเชิงรุกต่อความเคลื่อนไหวของเงินเยนอย่างตรงไปตรงมา ดังที่ โยชิฮิโกะ โนดะ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า พร้อมที่จะแทรกแซงค่าเงินเยนในกรณีที่จำเป็น
โดยปกติแล้วท่าทีเชิงรุกด้านนโยบายการเงินของประเทศเช่นนี้มักก่อให้เกิดปฏิกิริยาขานรับในด้านบวกในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจของญี่ปุ่นที่เริ่ม “รับไม่ไหว” กับการแข็งค่าของเงินเยน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นกลับตอบรับท่าทีดังกล่าวในด้านลบ ด้วยเหตุที่นักลงทุนต่างเห็นว่า การแสดงท่าทีของขุนคลังญี่ปุ่น ไม่เท่ากับการลงมือปฏิบัติจริงเพราะสถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นแล้ว
พิจารณาจากผลสำรวจของกระทรวงเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ที่พบว่า 65% ของธุรกิจการผลิตขนาดใหญ่ของประเทศได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่งหากจะเปรียบเทียบกับผลสำรวจเมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ ที่มีเพียง 16% ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินเยน
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จึงเป็นรายต่อมาที่แย้มพรายว่า ในสัปดาห์นี้อาจจัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินเยน จากเดิมที่จะมีการประชุมตามกำหนดปกติระหว่างวันที่ 67 ก.ย.นี้
ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นแย้มออกมาชัดเจนแล้วว่า จะอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 อย่างแน่นอน อย่างน้อยหากมาตรการแก้ไขเงินเยนยังไม่ชัดเจน ก็ยังสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและภาวะเงินฝืดได้ไม่มากก็น้อย
การชะลอตัวของญี่ปุ่น หมายถึงพลวัตเศรษฐกิจในเอเชียจะอ่อนกำลังลงเช่นกัน แม้หลายฝ่ายจะหวังให้จีนเข้ามาสวมที่แทนญี่ปุ่น แต่จีนไม่สามารถเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักให้กับเอเชียเพียงแต่ผู้เดียวได้
เหมือนนาฬิกาไม่อาจขยับเข็มวินาทีและเข็มนาทีสู่อนาคตได้ด้วยฟันเฟืองตัวเดียวฉันใด เอเชียก็ไม่สามารถขับเคลื่อนสู่อนาคตได้ด้วยฟันเฟืองของจีนเพียงตัวเดียวฉันนั้น
ญี่ปุ่นเองเล็งเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันของมหาอำนาจเศรษฐกิจเอเชีย ดังจะเห็นได้จากที่รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นที่ตอบรับการที่จีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าอย่างเป็นระบบ ซึ่งผิดกับท่าทีของสหรัฐที่ยังตอบโต้จีนอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่จีนยอมลดราวาศอกด้วยการปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงแล้วก็ตาม
ท่าทีของรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นจึงราวกับเป็นการแสวงหาแนวร่วมทางการเงินการคลังกับจีน เพราะต่างก็มีสหรัฐเป็นปัจจัยแห่งความถดถอย โดยในกรณีของญี่ปุ่นนั้นต้องประสบกับวิบากกรรมค่าเงินเยน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วสหรัฐกลับยังเรียกร้องแต่ฝ่ายเดียวจากประเทศในเอเชีย
ท่าทีเช่นนี้ยังสะท้อนกับการต่อต้านสหรัฐในทางการเมืองของรัฐบาลพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ซึ่งพยายามยกเลิกการตั้งฐานทัพสหรัฐในญี่ปุ่น แต่ต้องประสบกับความล้มเหลว จนอดีตนายกรัฐมนตรี ยูคิโอะ ฮาโตยามา ต้องลาออกจากตำแหน่ง
แต่กับการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐจนผลักให้ค่าเงินเยนสูงลิ่วนั้น มีโอกาสที่ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยมาตรการที่คาดไม่ถึง
เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ประเทศ (จี7) ช่วยระดมสมองสกัดการแข็งค่าของสกุลเงิน แต่ก็มิได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
หนทางที่ดีที่สุดสำหรับนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิบากกรรมเศรษฐกิจทั้งหลายทั้งปวง จึงมิใช่การพึ่งพามหาอำนาจที่คุ้นเคยกันเท่านั้น เพราะแต่ละประเทศล้วนแต่กำลังกระเสือกกระสนช่วยเหลือตนเองจากวิกฤตด้วยกันทั้งสิ้น
หนทางที่เหมาะสมสำหรับญี่ปุ่น คือ การช่วยเหลือตนเองโดยเร็วที่สุด พร้อมๆ กับแสวงหาแนวร่วมใหม่ในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพการณ์ที่ดีกว่าญี่ปุ่นด้วยกันทั้งสิ้น
เพราะชะตากรรมของญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับเอเชีย และเอเชียขึ้นอยู่กับชะตากรรมของญี่ปุ่นเช่นกัน







