
ทรัมป์จ่อรื้อปฏิรูปควบคุมแบงก์ เอาใจวอลสตรีท-ธุรกิจรายย่อย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ค่อนข้างจะเป็นที่ชัดเจน 100% แล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เลือก “สตีเฟน มนุชิน” อดีตผู้บริหารโกลด์แมน แซคส์ และนายทุนอุตสาหกรรมฮอลลีวู้ดที่ให้ทุนสร้างภาพยนตร์อวตาร ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลใหม่หลังจากนี้
ความเห็นแรกที่มนุชินให้สัมภาษณ์นอกเหนือไปจากการปฏิรูปภาษีแล้ว ยังมีการส่งสัญญาณยกเลิกกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ (Dodd Frank Act) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการนำอดีตนายแบงก์แห่งวอลสตรีทมาสู่ตำแหน่งทางการเมือง
กฎหมายดอดด์-แฟรงก์เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นมาหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เพื่ออุดช่องว่างของธนาคารในการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจนลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์อาจได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าว แต่การยกเลิกกฎหมายนั้นจะเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธนาคารที่มีการกระทำอันอื้อฉาวอยู่บ่อยครั้ง
จากรายงานของศูนย์นวัตกรรมการให้บริการทางการเงิน (ซีเอฟเอสไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐ พบว่า ชาวอเมริกันต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยเพื่อเข้าถึงการบริการทางการเงินบางอย่าง เช่น การกู้ยืม มากถึง 1.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) จากปี 2014 แสดงให้เห็นต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวขึ้น
สอดคล้องกับข้อมูลของอเมริกันแอกชั่นฟอรั่ม (เอเอเอฟ) องค์กรไม่แสวงผลกำไร ระบุว่า กฎหมายดอดด์-แฟรงก์ นับตั้งแต่มีการบังคับใช้ในปี 2010 ส่งผลต้นทุนของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) และเสียเวลาไปกับการทำงานเอกสารเพิ่มเติมอีก 73 ล้านชั่วโมง ในแต่ละปี หรือคิดเฉลี่ยต่อหัวประชากรละ 112 เหรียญสหรัฐ หรือ 310 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ครัวเรือน
การควบคุมที่มีความเข้มข้นมากขึ้นจากกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ ส่งผลให้ให้การกู้ยืมทำได้ยากขึ้น โดยแม้อาจจะดีในแง่ของการควบคุมความเสี่ยง แต่สำหรับภาคธุรกิจรายย่อยนั้น นับเป็นเรื่องปวดหัวมากทีเดียว เนื่องจากธนาคารหลายแห่งเริ่มไม่ปล่อยกู้ในวงเงินที่ต่ำกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านบาท) เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การปล่อยเงินกู้วงเงินต่ำไม่คุ้มค่ากัน
แม้ธุรกิจรายย่อยจะสามารถเข้าไปกู้ยืมผ่านทางช่องทางการเงินใหม่ๆ เช่น P2P และตามมาร์เก็ตเพลส ต่างๆ บนโลกออนไลน์ได้ ทว่า ต้นทุนในการกู้ยืมเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่แล้วกลับสูงกว่ามาก โดยอัตราดอกเบี้ยรายปีของธนาคารขนาดใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 1.31-4.31% เมื่อเทียบกับการกู้ยืมผ่านช่องทางออนไลน์ที่สูงกว่า โดยอาจมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 66.57%
แม้แต่ บาร์นีย์ แฟรงก์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากแมสซาชูเซตส์ผู้ร่วมร่างกฎหมายดังกล่าวยังยอมรับว่า กฎหมายดังกล่าวมีข้อผิดพลาด เนื่องจากกำหนดสินทรัพย์ของภาคธนาคารที่ต้องโดนควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดเอาไว้ต่ำเกินไปที่ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.75 แสนล้านบาท) แทนที่จะเป็นมากกว่า 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.3 ล้านล้านบาท)
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ทรัมป์จะได้รับเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชนบางส่วนในการรื้อกฎหมายดอดด์-แฟรงก์เสียใหม่ แม้การดึงเอาอดีตนายธนาคารมานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง จะขัดต่อภาพลักษณ์ในการช่วยรากหญ้าของทรัมป์เป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์
“(ดอดด์-แฟรงก์) ทำให้นายแบงก์ยากจะปล่อยกู้ให้ประชาชนเพื่อสร้างงาน เพื่อให้ประชาชนที่มีธุรกิจสร้างงานต่อ” ทรัมป์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายดอดด์-แฟรงก์เกิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับภาคธนาคาร โดยแบงก์มีการออกจากธุรกิจแบบดั้งเดิมและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพื่อสร้างรายได้ให้กับภาคธนาคารแทนการรับฝากเงินและปล่อยกู้แบบดั้งเดิม การยกเลิกกฎหมายนี้จึงเท่ากับรื้อรั้วควบคุมความเสี่ยงที่ตัวเองสร้างมากับมือไปด้วย
ในขณะนั้นภาคธนาคารมีการออกหุ้นกู้ที่เรียกว่า หุ้นกู้ที่มีสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประกัน (Mortgage bond) เพื่อขายให้กับนักลงทุน ซึ่งหุ้นกู้ทุกรายการที่ออกจำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงให้เรตติ้งจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่เมื่อภาคธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) จึงมีการคิดค้นออกตราสารใหม่ที่มีความเสี่ยงขึ้นกว่าเดิม โดยเอาหุ้นกู้เกรดต่ำมาผูกรวมกับเกรดสูงเพื่อขาย และเรียกหุ้นกู้ยำรวมดังกล่าวว่า ตราสารอนุพันธ์อิงกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS)
ภาคธนาคารและประชาชนทั่วโลกพบกับฝันร้ายทันทีเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ฉุดเศรษฐกิจสหรัฐจนเข้าสู่ภาวะถดถอยและกลายเป็นชนวนของเศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมาหลังจากปี 2008
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐตามล้างกับภาคธนาคารย้อนหลัง โดยกรณีที่โด่งดังที่สุดในปีนี้คงหนีไม่พ้นการสั่งปรับดอยช์แบงก์ ธนาคารสัญชาติเยอรมันเป็นเงินทั้งหมด 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) เพื่อยอมความในคดีเกี่ยวข้องกับตราสารอนุพันธ์ดังกล่าว
แม้แฟรงก์จะยอมรับในข้อผิดพลาดของกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ แต่อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากแมสซาชูเซตส์ ยังคงยืนยันความสำคัญของการมีอยู่ของกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมากในการจำกัดพฤติกรรมเสี่ยงของภาคธนาคารรายใหญ่ และถือเป็นการช่วยเหลือลูกค้าด้วยเช่นกัน
แฟรงก์ยกตัวอย่างกรณีอื้อฉาวอันโด่งดังของธนาคารเวลส์ ฟาร์โก แบงก์ใหญ่ซึ่งเบียดแซงซิตี้กรุ๊ปขึ้นมาเป็นท็อป 3 ของสหรัฐ
เวลส์ ฟาร์โก ดำเนินการอย่างลับๆ มาโดยตลอด โดยมีการใช้ข้อมูลและเงินในบัญชีของลูกค้า นำไปเปิดบัญชีเพิ่มหรือแม้กระทั่งสมัครบัตรเครดิตโดยที่เจ้าของบัญชีไม่ได้รู้เรื่องด้วย ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2011 ร่วม 2 ล้านบัญชี และบัตรเครดิตอีกราว 6 แสนใบ ซึ่งในจำนวนนี้ บัตร 1.4 หมื่นใบ สร้างรายได้ให้ถึง 4 แสนเหรียญสหรัฐ (เกือบ 14 ล้านบาท) จากค่าธรรมเนียมรายปี ค่าดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชี
นอกจากนี้ ภายหลังจากเรื่องอื้อฉาวแดงออกมา เวลส์ ฟาร์โก ยอมรับว่าเครดิตทางการเงินของลูกค้าบางคนต้องเสียไปจากการเปิดบัญชีปลอมดังกล่าว
สหรัฐสั่งปรับเวลส์ ฟาร์โก เป็นจำนวนเงิน 185 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,450 ล้านบาท) เพื่อยอมความกับสำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภค (ซีเอฟพีบี) แต่เวลส์ ฟาร์โก ยังมีความพยายามหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้องจากบรรดาลูกค้าที่โดนนำข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีปลอมด้วยการหลังไมค์ติดต่อผู้เสียหายเพื่อไกล่เกลี่ยก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล อย่างไรก็ตาม สภาคองเกรสบางส่วนมีความพยายามที่จะออกกฎหมายมาเพื่อห้ามเวลส์ ฟาร์โก ไปเจรจาอย่างลับๆ
“ผมคิดว่า สำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภค ซึ่งปกป้องผู้คนจากกรณีละเมิดบัตรเครดิตจะช่วยให้ลูกค้าสามารถปกป้องเงินได้จำนวนมาก ผมไม่เข้าใจเลยว่าผู้คนคิดไปได้อย่างไรว่าปัญหาอยู่ที่ดอดด์-แฟรงก์” แฟรงก์ กล่าว







