
รัฐเร่งดันศก.หลุดกับดักรายได้น้อย สะเทือนช่องว่างคนรวยจนเพิ่มขึ้น
แม้ว่ายังไม่สิ้นปี 2559 แต่รัฐบาลก็ได้เริ่มคลอดมาตรการใหญ่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจปี 2560
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ายังไม่สิ้นปี 2559 แต่รัฐบาลก็ได้เริ่มคลอดมาตรการใหญ่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจปี 2560 โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้โหมโรงมาตรการปีหน้า โดยการจะกู้เงินเพิ่มเติม 1 แสนล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กลุ่มจังหวัดไปลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
หลังจากนั้น อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็รับลูกทันทีว่า การกู้เงินเพิ่มเติม 1 แสนล้านบาท จะเป็นการออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับนักลงทุนรายย่อยเดือน ม.ค. 2560 หากจัดสรรให้กลุ่มจังหวัดไปลงทุนแล้วยังเหลือ ก็จะจัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติมไปลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.4% ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
ด้าน สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า มาตรการเติมเงินลงทุนให้กลุ่มจังหวัดและกองทุนหมู่บ้าน เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทำให้เศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด เพื่อให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ และหลุดจากประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วขึ้น ตามนโยบายของ รมว.คลัง ที่เห็นว่าการเติบโตเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ 3% กว่าๆ ยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรทำได้จริง ซึ่งอยู่ที่ 4-5%
จากการประเมินของกระทรวงการคลัง หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ระดับ 3% ต้นๆ อย่างที่เป็นอยู่ ยังต้องใช้เวลาอีก 30 ปี กว่าประเทศจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่หากทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 15-20 ปี
ดังนั้น รัฐบาลจึงเริ่มโหมโรงดันเศรษฐกิจตั้งแต่ปีหน้าทันที เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่ารัฐบาลคิดจริงทำจริงและต้องเกิดผลได้จริง
ทั้งนี้ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกู้เงินอัดฉีดลงทุนกลุ่มจังหวัดและกองทุนหมู่บ้าน 1 แสนล้านบาท รวมกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 4 แสนล้านบาท จะช่วยดึงดูดให้เอกชนลงทุนได้ 2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้ 4% ซึ่งเป็นการโตขั้นต่ำที่เต็มศักยภาพ
สำหรับในปีต่อๆ ไป การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่ง 1.7 ล้านล้านบาท จะช่วยดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวระดับสูงไปอีก 5-10% รวมถึงการสร้างแรงขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของรัฐบาล การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะทำให้การลงทุนขยายตัวได้ระดับสูงอีกครั้ง ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีต่อๆ ไป สามารถที่จะขยายตัวได้เต็มศักยภาพสูงสุดที่ 5%
อย่างไรก็ตาม การบูมเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ แม้ว่าจะส่งผลดีทำให้ประเทศหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางเร็วขึ้น แต่ก็จะส่งผลกระทบทำให้ปัญหาช่องว่างของคนรวยและคนจนเพิ่มมากขึ้น เพราะการเร่งให้เศรษฐกิจขยายตัวย่อมทำให้ความเจริญกระจุกตัวและการกระจายรายได้ทำได้ไม่ดีและไม่ทั่วถึง
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า การนำพาประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ไม่ควรให้ความสำคัญเพียงเรื่องของการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) แต่ควรชี้วัดที่ตัวเลขจีดีพีต่อประชากร (GDP per Capita) ซึ่งปัจจุบันจีดีพีต่อประชากรของประเทศไทยอยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐ หากจะหลุดกับดักรายได้ปานกลางต้องเพิ่มเป็น 1.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ประชากร จากนั้นก็วางแนวทางว่าแต่ละปีต้องการให้จีดีพีต่อประชากรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ และต้องทำอย่างไร
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก จึงใช้ตัวเลขจีดีพีชี้วัดการออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างเดียวไม่ได้ เพราะแม้จะผลักดันให้จีดีพีโต 3-4% แต่เป็นการโตที่กระจุกบางพื้นที่ ได้ประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม ความเจริญไม่ได้กระจายไปสู่ผู้มีรายได้น้อย
ดังนั้น การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพเป็นเรื่องดี ทำให้ประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางเร็วขึ้น แต่ก็มีปัญหาตามมาคือช่องว่างคนจนคนรวยเพิ่มมากขึ้น เนื่องความเจริญและผลประโยชน์จากการขยายตัวเศรษฐกิจกระจุกตัวกับคนรวย ทำให้คนรายได้น้อยก็ยังไม่ได้เพิ่มเหมือนเดิม







