posttoday
หมดเวลาตราสารหนี้ เงินโยกหนีสินทรัพย์ปลอดภัย

หมดเวลาตราสารหนี้ เงินโยกหนีสินทรัพย์ปลอดภัย

05 ธันวาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

จากเดิมที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนเพียงไม่ถึง 2% ในช่วงสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ราว 1.83% ทว่าผ่านไปเพียง 1 เดือน ผลตอบแทนกลับพุ่งทะยานไปถึง 2.45% เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นไปได้อีกในยุคของรัฐบาลว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ไม่เพียงแต่พันธบัตรสหรัฐเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนจูงใจเพิ่มขึ้นมาก หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกต่างก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนทุบสถิติสูงสุดในรอบหลายปี หรือกระทั่งทำลายสถิติ เช่น เยอรมนี และญี่ปุ่น สวนทางกับภาพการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่มีการทุบสถิติไปแล้วหลายครั้ง

สถานการณ์เช่นนี้กำลังบ่งชี้ว่าภาพการลงทุนโลกกำลังหันหัวเปลี่ยนขั้วใหม่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2008 เป็นต้นมา และอาจทำให้นักลงทุนต้องตั้งรับการเปลี่ยนแปลงใหม่รับปี 2017 กันแล้ว 

ที่ผ่านมาตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกถือว่าอยู่ในยุคทองต่อเนื่องมานานหลายปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตที่สหรัฐเมื่อ 8 ปีก่อน โดยได้เงินจากมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ทั้งในสหรัฐ (3 ครั้ง) ยุโรป และญี่ปุ่น ในวงเงินหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐเข้าหนุน ยิ่งเศรษฐกิจโลกมีปัญหาซบเซา นักลงทุนก็ยิ่งหันหน้าเข้าหาบอนด์นานหลายปี จนกระทั่งตลาดบอนด์เพิ่งเริ่มซบเซาลงมาบ้างในปีนี้ จากผลพวงของมาตรการดอกเบี้ยติดลบในยุโรปและญี่ปุ่น ทว่าก็ไม่ถึงขั้นพลิกขั้วสถานการณ์เมื่อเทียบกับปัจจัยสหรัฐในยุคของทรัมป์

ฝ่ายวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้ของธนาคารโซซิเอเต เจเนราล (ซอคเจน) ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า นักลงทุนที่เก็บเกี่ยวภาวะขาขึ้นมานับสิบปีในตลาดตราสารหนี้อาจจะต้องเผชิญกับภาวะ “เมาค้างหนัก” หลังปาร์ตี้จบ

เพราะราคาพันธบัตรที่ตกต่ำลงจนส่งผลให้ผลตอบแทนสูงขึ้นพรวดพราดเพื่อดึงดูดผู้ซื้อในขณะนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่นักลงทุนที่ซื้อขายบอนด์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเกี่ยวข้องถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ที่เป็นผู้เล่นหลักทั้งในตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจริงของโลก และทิศทางการลงทุนที่กำลังจะเปลี่ยนไปด้วย

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมเพียงพอว่ารัฐบาลทรัมป์จะทำหรือไม่ทำอะไรกันแน่ แต่หลายฝ่ายต่างก็เทน้ำหนักไปแล้วว่า หนึ่งในสิ่งที่ทรัมป์จะทำตามที่หาเสียงไว้ก็คือ การลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ วงเงินระหว่าง 5 แสน-1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.8-35.6 ล้านล้านบาท) เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเมื่อบวกกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันที่ฟื้นตัวดีขึ้นเพียงพอรองรับยุคดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว การก่อหนี้มหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีดังกล่าว จะเร่งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐให้สูงกว่าเป้าหมาย 2% ที่ตั้งไว้ ทำให้นักลงทุนพร้อมที่จะเทขายตราสารหนี้เพื่อไปทุ่มในสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่า

ขณะเดียวกัน หากดูจากชื่อของตัวเต็งว่าที่รัฐมนตรีคลังคนใหม่ สตีเฟน มนุชิน อดีตนายแบงก์แห่งโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์ ที่มีแนวคิดเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องวอลสตรีท โดยต้องการเลิกกฎหมายดอดด์ แฟรงก์ ที่ใช้ควบคุมสถาบันการเงินอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินซ้ำสองนั้น ก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นยุคที่วอลสตรีทจะกลับมาผงาดขึ้นอีกครั้ง และเพิ่มความน่าดึงดูดกับการลงทุนในหุ้นหลังจากนี้

ที่ผ่านมา สำนักวิเคราะห์บางแห่งมีการพูดถึงจุดสิ้นสุดยุคทองของตลาดตราสารหนี้กันบ้างแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่มีปัจจัยลบของอัตราดอกเบี้ยติดลบในยุโรปกับญี่ปุ่นเข้ามา แต่ก็ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงเหมือนในปัจจุบัน ที่มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกถึง 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.41 หมื่นล้านบาท) เพียงสัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้งสหรัฐ หรือเป็นการไหลออกในสัปดาห์เดียวที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปีครึ่ง

แน่นอนว่านักลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนมากที่สุด จากข้อมูลของซอคเจนซึ่งติดตามผ่านบาร์เคลย์ส โกลบอล แอกริเกท ฟันด์ พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของยุครุ่งเรืองในตลาดบอนด์ มูลค่าตลาดตราสารหนี้เกรดการลงทุนขึ้นไปนั้น ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ไปอยู่ที่ 45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,600 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว

ซอคเจนมองว่าปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไป และถือเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดบอนด์ก็คือ สภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวดีขึ้นแล้วจริงๆ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวถึง 3.2% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา หรือเป็นการขยายตัวรายไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบ 2 ปีเลยทีเดียว ท่ามกลางการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงาน ตลาดบ้าน และการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนซึ่งคึกคักขึ้น หลังค่าแรงโดยเฉลี่ยในเดือน ต.ค. ปรับตัวขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2009 หากทรัมป์ดำเนินนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงจริงตามที่หาเสียงไว้ ก็จะยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้นอีก และทำให้เฟดต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า

อย่างไรก็ดี อาการเมาค้างหลังปาร์ตี้ไม่ใช่เพียงการเทขายหนีตลาดตราสารหนี้เพื่อมุ่งเข้าตลาดตราสารทุนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกหลายทอดจากผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น

เพราะผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นในทุกช่วงอายุ ยังหมายความว่าต้นทุนทางการเงินกำลังปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทยอยปรับดอกเบี้ยสู่ภาวะขาขึ้นโดยประเดิมในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2016 ในเดือน ธ.ค.นี้ ก็เท่ากับว่าต้นทุนการดำเนินธุรกิจจะปรับตัวสูงขึ้นทุกทาง ไม่ว่าจะมาจากดอกเบี้ยของเฟด หรือการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ ซึ่งภาคเอกชนเองที่โหมก่อหนี้กันมากในช่วงดอกเบี้ยต่ำที่ผ่านมา ก็จะมีภาระหนี้แพงขึ้นด้วยเช่นกัน

ขณะที่ผู้บริโภคก็ต้องปรับตัวรับยุคดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขายที่อยู่อาศัยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และกระทบความพยายามของทรัมป์ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจตามมา

หมายความว่า ในขณะที่ทิศทางการลงทุนกำลังเปลี่ยนจากตราสารหนี้ไปตราสารทุน แต่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐเองใช่ว่าจะปลอดภัยตามไปด้วยทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงของดอกเบี้ยและต้นทุนขาขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกเองก็ยังมีความเสี่ยงเหมือนกันจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่ดูท่าจะมาแรงขึ้นในยุคของทรัมป์ การค้าเสรีที่เริ่มถอยกลับ และผลกระทบจากยุคดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐ ที่เสี่ยงต่อภาวะทุนไหลกลับประเทศพัฒนาแล้ว และเสี่ยงต่อภาระหนี้สกุลเงินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งที่สุดแล้วก็อาจกระทบต่อการลงทุนในหุ้นไปด้วย 

การเปลี่ยนทิศจากสินทรัพย์ปลอดภัยไปหาสินทรัพย์เสี่ยงครั้งนี้ จึงต้องจับตาไปพร้อมกับทิศทางของสหรัฐว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับคุมผลกระทบของดอกเบี้ยขาขึ้นให้ออกมาอย่างไรในยุคผู้นำคนใหม่หลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69