
หั่นดอกเอสเอ็มอี ฝันไกลไปไม่ถึง
ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การบริโภคประชาชนอยู่ระดับต่ำ เป็นฝันร้ายของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่สายป่านสั้น
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การบริโภคประชาชนอยู่ระดับต่ำ เป็นฝันร้ายของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่สายป่านสั้น ค้าขายลำบากไม่มีเงินหมุนเวียนเพียงพอ แม้ต้องการสภาพคล่องมาเสริม แต่โอกาสที่จะเข้าถึงสินเชื่อกลับเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ
ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายสำคัญเพื่อช่วยเอสเอ็มอีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อ มีการออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ผ่านธนาคารออมสินเพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ย 4% ถึง 3 ครั้ง ซึ่งได้รับการตอบรับจากธนาคารพาณิชย์อย่างดี ด้วยต้นทุนการปล่อยกู้ต่ำเพียง 0.1%
วงเงินซอฟต์โลนก้อนแรก เริ่มเมื่อเดือน ก.ย. 2558 ในวงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่หมดลงในเวลาไม่ถึง 2 เดือน นำมาซึ่งการออกซอฟต์โลนครั้งที่ 2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือน ม.ค. 2559 โดยครั้งนี้ได้จำกัดวงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท สามารถปล่อยกู้เต็มวงเงินในเวลาไม่ถึงเดือน
เดือน ก.ค. 2559 ได้ออกซอฟต์โลนครั้งที่ 3 อีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือลงทุนสร้างโรงงาน ผลตอบรับยังดีไม่เท่า 2 ครั้งแรก สะท้อนจากยอดปล่อยกู้ยังทำได้เพียงหลักพันล้านบาท เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการตัดสินใจกู้เงินเพื่อนำไปลงทุนใหม่
ปัจจัยที่กระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านซอฟต์โลนมีวงเงินมากถึง 1.8 แสนล้านบาท เป็นเพราะต้นทุนของสินเชื่อที่นำมาปล่อยนั้นต่ำเพียง 0.1% ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 4%
แต่หลังจากโครงการซอฟต์โลนของรัฐบาลหมดลง การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีของสถาบันการเงินเริ่มชะลอตัวลง และธนาคารพาณิชย์กลับมาพิจารณาสินเชื่อตามหลักเกณฑ์เดิมภายใต้การควบคุมคุณภาพหนี้ที่เข้มงวดขึ้น หลังจากที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของลูกค้าเอสเอ็มอียังทะยานไม่หยุด
กลายเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นอกจากจะเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้นแล้ว เอสเอ็มอียังถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งเป็นไปตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า เพราะต้องยอมรับว่า เอสเอ็มอียิ่งขนาดเล็กเท่าใด ความเสี่ยงของธุรกิจจะมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เหมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่รากฐานแข็งแรงธุรกิจไม่ล้มง่าย ดอกเบี้ยย่อมถูกกว่า
อย่างไรก็ดี เอสเอ็มอีมีทางเลือกน้อย ต้องยอมรับดอกเบี้ยที่สูงเพื่อให้มีเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ ทำให้กระทรวงการคลังต้องออกปากขอร้องให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยามยากลำบาก
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อยากให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากและประหยัดขึ้น แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะเสียรายได้ดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้บ้าง แต่ฐานสินเชื่อจะขยายตัวและเป็นผลดีในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ถึงแม้กระทรวงการคลังจะไม่มีอำนาจสั่งกาธนาคารพาณิชย์แต่ก็อยากขอร้องให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เอสเอ็มอีบ้าง ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้รายใหญ่เท่านั้น ธนาคารมีสภาพคล่องเหลือไปฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดอกเบี้ยไม่มาก นำมาปล่อยกู้ช่วยเอสเอ็มอีดีกว่า
ข้อเรียกร้องของปลัดกระทรวงการคลัง ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องง่ายที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ได้หากต้องการ หากแต่ในทางปฏิบัตินั้น ต้องมีกระบวนการขั้นตอนในการคำนวณต้นทุนและค่าใช้จ่ายก่อนที่จะออกมาเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดกับลูกค้า
หลักเกณฑ์การกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร เบื้องต้นพิจารณาจาก 3 เหตุผล
ประการแรก ต้นทุนการเงินของธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก โดยแต่ละธนาคารโครงสร้างเงินฝากไม่เหมือนกัน หากเป็นธนาคารขนาดใหญ่จะได้เปรียบเพราะมีฐานเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวันที่มีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายต่ำแต่จะนับเฉพาะดอกเบี้ยจ่ายอย่างเดียวไม่ได้ ธนาคารยังมีต้นทุนปฏิบัติการ (Operating Cost) คงที่ เช่น คน ระบบ ที่มีผลต่อส่วนต่างดอกเบี้ยด้วย
ประการที่สอง พอร์ตลูกค้าสินเชื่อของธนาคารมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีความเสี่ยงสูงการคิดดอกเบี้ยจะสูงตามไปด้วย โดยความเสี่ยงนั้นอาจจะดูจากพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าหรือประเภทของธุรกิจ
ประการที่สาม สภาพคล่องของหลักประกัน หากมีการปล่อยกู้โดยมีเงินฝากเป็นหลักประกันในวงเงินเดียวกัน ดอกเบี้ยจะถูกกว่า เพราะหลักประกันคุ้มสามารถหักกลบลบหนี้ได้ แต่หากเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่กว่าจะแปลงเป็นเงินได้ต้องใช้เวลา กลุ่มนี้ดอกเบี้ยจะแพงกว่า
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ลูกค้าเอสเอ็มอี นับเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จึงทำให้ถูกคิดดอกเบี้ยที่สูงกว่ารายใหญ่ เพราะธนาคารต้องมั่นใจว่าเมื่อใดที่ลูกค้าไปไม่ไหว เงินสินเชื่อที่ปล่อยไปซึ่งส่วนใหญ่มาจากเงินฝากของลูกค้าต้องไม่สูญเปล่า
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าเอสเอ็มอีของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน แต่สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ เอสเอ็มอีขนาดใหญ่ กลุ่มนี้ความเสี่ยงน้อย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเท่าดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) หรือหากเป็นลูกค้าประจำก็อาจได้ เอ็มแอลอาร์ลบ 1%
สำหรับเอสเอ็มอีขนาดกลาง ความเสี่ยงเพิ่มระดับขึ้นมา อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยจะอยู่ที่ เอ็มแอลอาร์บวก 1% หรือบวก 2% และกลุ่มสุดท้าย เอสเอ็มอีขนาดเล็ก ความเสี่ยงมากที่สุดในบรรดาสินเชื่อธุรกิจ มีความใกล้เคียงสินเชื่อบุคคล เพราะบางรายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขอกู้ในฐานะตัวบุคคลด้วย กลุ่มนี้จึงถูกคิดดอกเบี้ยสูง ระดับเอ็มแอลอาร์บวก 4-6% เลยทีเดียว
หากจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารก็ต้องไปลดต้นทุนทางการเงินลง หรือคือลดดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ไม่ง่าย เพราะหากธนาคารใดให้ดอกเบี้ยต่ำเกินไป ผู้ออมก็เลือกที่จะไปฝากธนาคารอื่นที่ให้ดอกเบี้ยดีกว่า คงไม่คุ้มที่ธนาคารจะเสียลูกค้าเงินฝากที่มีคุณค่าหลายด้านกับธนาคารไป
อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลใช้กลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ถือว่ามาถูกทางในการช่วยบรรเทาความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้ แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ธนาคารจะนำไปลดดอกเบี้ย
สิ่งที่ธนาคารมุ่งเน้นไม่ใช่จำนวนลูกค้าที่มากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อจูงใจ แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดเป็นเรื่องของคุณภาพหนี้ที่แต่ละธนาคารต่างต้องการจะควบคุมให้ดี เพราะการมีเอ็นพีแอลเพิ่ม หมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ต้องมีการตั้งสำรองหนี้เสีย กระทบกำไร ยิ่งหากเกิดหนี้เสียมากสั่นคลอนเสถียรภาพของธนาคารนั้นได้เลย
ทุกวันนี้ ธนาคารต้องแบกรับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าเอสเอ็มอี ต้องเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกันก็พยายามพยุงลูกค้าบางรายที่เห็นสัญญาณไม่ดี มีมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยให้ เพื่อบรรเทาไม่ให้เป็นเอ็นพีแอล หวังให้อยู่รอดจนถึงภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ความเสี่ยงที่ค้ำคอธนาคารพาณิชย์อย่างที่เป็นอยู่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ธนาคารลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เอสเอ็มอี อย่างที่ปลัดกระทรวงการคลังร้องขอ
แต่ก็ไม่แน่ว่าด้วยเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ที่เปลี่ยนแปลงไป การให้กู้เงินแบบบุคคลต่อบุคคล หรือ พีทูพี อาจเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินให้เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรม หรือมีโอกาสทางการค้าต่อไปได้มากขึ้น เพื่อมาช่วยอุดช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งเงินจากสถาบันการเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย







