
ก้าวพระบาทรัชกาลที่ ๙ รำลึกไว้ในใจพสกนิกรไทย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า
โดย...ชุติมา สุวรรณเพิ่ม / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า การทรงงานเพื่อความผาสุกอยู่ดีกินดีของราษฎร ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาจากการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศ เริ่มต้นที่ภาคกลาง ไปสู่พื้นที่ซึ่งมีความยากจนสูงสุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นคือภาคเหนือ ทรงต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติด และเสด็จพระราชดำเนินไปในภาคใต้ที่มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ประชาชนไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศนี้ที่ไม่ได้ก้าวพระบาทไปเยี่ยมเยียนประชาชนของพระองค์
พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มีโอกาสเข้ามาถวายการรับใช้ในด้านความมั่นคง เมื่อปี 2521 กล่าวว่า ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ท่านทรงงานมากมายเกินกว่าจะเล่าได้ทั้งหมด แต่เมื่อมีการหยิบยกพระราชกรณียกิจไม่ว่าจะเป็นโครงการใดขึ้นมากล่าวถึง ล้วนฉายภาพชัดเจนถึงการทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ท่าน “ราชสกุลมหิดล คือครอบครัวกษัตริย์นักพัฒนา” ทุกพื้นที่การทรงงานที่ได้ก้าวพระบาทเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียนประชาชน โดยเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดา ทุกพระองค์ทรงงานหนักโดยยึดพระราชบิดาเป็นต้นแบบ ทั้งนี้เพื่อขยายผลพัฒนาแผ่นดินให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ก้าวพระบาทแรกเริ่มในพื้นที่อันตราย
หลังทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือพระเจ้าแผ่นดินทรงงานหนักตั้งแต่เริ่มต้นรัชกาล พล.อ.สนั่น เล่าลำดับปีการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎร เริ่มต้นเมื่อปี 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงเสด็จประพาสราว 2 อาทิตย์ ทรงพบปัญหาประชาชนในพื้นที่นี้ยากจนสูงสุด จากนั้นในปี 2501 เสด็จพระราชดำเนินไปในภาคเหนือ และในปี 2502 เสด็จพระราชดำเนินไปในภาคใต้ ส่วนภาคกลางพระราชกรณียกิจเริ่มด้วยการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลายๆ พื้นที่
การพัฒนาความเป็นอยู่ของ “อาณาประชาชนชาวไทย” คือสิ่งที่ทรงตั้งมั่นในพระราชหฤทัย ทรงเริ่มทดลองศึกษาหลักการและหาความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ขยายเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายทั่วประเทศ
“เวลานั้นตำแหน่งผมคือผู้บังคับกองพัน การเป็นทหารก็มีโอกาสถวายการรับใช้ในด้านความมั่นคง ตั้งแต่ผมอายุราว 35 ปี เป็นช่วงเสด็จพระราชดำเนินไปในทั้ง 3 ภูมิภาค เหนือ อีสาน และใต้ ทรงพบว่าแต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกันไป ส่วนเรื่องรุนแรงมากที่สุดในเวลานั้นคือประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดใหญ่ที่สุดของโลก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเริ่มต้นพระราชกรณียกิจขึ้นในภาคเหนือก่อนเป็นอันดับแรก โครงการหลวงจึงเริ่มต้นขึ้นในปี 2512 สนับสนุนให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นแล้วหันไปปลูกพืชเมืองหนาว การทรงงานใกล้ชิดกับประชาชน เริ่มหลังจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จากความตั้งมั่นพระราชหฤทัยแก้ไขปัญหาความยากจน แต่ช่วงปีนั้นลัทธิคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาในไทย ก็ทรงพบปัญหาใหม่อีก ทหาร ประชาชนล้มตายบาดเจ็บจากการสู้รบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มเสด็จพระราชดำเนินไปตามจังหวัดชายแดนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน บ่อยครั้งขึ้น เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนทหารในพื้นที่สู้รบตลอดเวลา ทรงไปสร้างโรงเรียนบ้านหนองแคน อ.นาแก จ.นครพนม ในพื้นที่สีแดงตั้งอยู่บนภูเขา การทำงานของผมจึงเป็นการรับเสด็จในพื้นที่อันตรายเป็นครั้งแรก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตามเสด็จฯ ไปด้วย ซึ่งครั้งนั้นมีเหตุไม่คาดฝัน เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ชนกัน ผวจ.นครพนม ขณะนั้นคือ นายสุนันท์ ขันอาสา ชนกับเฮลิคอปเตอร์ของแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.พยอม พหุรัตน์ ผู้ว่าฯ เสียชีวิต ส่วนท่านแม่ทัพบาดเจ็บ
ส่วนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินตามมา ทรงเห็นว่ามีอุบัติเหตุร้ายแรงไฟลุกท่วมเฮลิคอปเตอร์ แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยลงมาเยี่ยมให้กำลังใจแก่ทหารบาดเจ็บ เป็นเรื่องที่ทุกคนซาบซึ้งใจ” พล.อ.สนั่น เล่าย้อนไปในยุคการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นจากพระราโชบาย “ยุทธศาสตร์ทหารนำการเมือง” ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหานี้อย่างสัมฤทธิผลโดยเร็ว ไม่ถึง 10 ปี เป็นการแก้ไขปัญหาโดยไม่ข้ามทศวรรษ
ก้าวพระบาทหมายแนวเขตแดนแผ่นดินไทย
การสู้รบที่เกิดขึ้นจากลัทธิคอมมิวนิสต์ การพัฒนาประเทศในยุคนั้นบริเวณชายแดนไทยทั้งภาคเหนือและอีสาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมทหารด้วย และทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงตามแนวพระราชดำริจึงเกิดขึ้นโดยทหารประสานทำงานกับข้าราชการพลเรือน
“การสู้รบทำให้ชาวบ้านออกไปทำมาหากินไกลบ้านไม่ได้ ก็ไม่มีแหล่งน้ำเพาะปลูก ทรงเริ่มโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสร้างเขื่อน สร้างฝายในพื้นที่อันตราย กรมชลประทานทำเองโดยลำพังไม่ได้ก็ต้องใช้ทหารไปดูแลป้องกัน ผมเป็นผู้พันอยู่ในพื้นที่ที่มีการต่อสู้รุนแรงคือ จ.บุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเรียกผมมาใช้สอยให้ช่วยทำงานโครงการบริเวณชายแดน ผมได้ตามเสด็จฯ ไปในทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ
ในภาคเหนือเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วมีปัญหาเรื่องคนพลัดถิ่น จีนฮ่อจำนวนมากอพยพมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนโดยไม่เลือกว่าเป็นคนเชื้อชาติไหน ไม่กีดกันว่าไม่ใช่คนไทย ผมมองว่ากลยุทธ์นี่คือ ‘...ก้าวย่างพระบาทไปทรงเหยียบไว้ ว่านี่คือแผ่นดินไทย’ แสดงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ได้ชัดเจนครับ ชายแดนภาคเหนือกับประเทศเพื่อนบ้านไม่มีแม่น้ำขวางกั้น มีแต่ภูเขาจึงวัดเขตแดนว่าพื้นที่นี้คือบ้านเขาหรือบ้านเรายากมาก ผมยกตัวอย่างดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ชนกลุ่มใหญ่ที่มาครอบครองพื้นที่นี้คือจีนฮ่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปริเริ่มโครงการหลวงขึ้นที่นี่ ซึ่งในความหมายด้านความมั่นคงถือเป็นการหมายแนวพรมแดมไว้ว่าที่นี่คือแผ่นดินไทย ใครมาอยู่พระองค์ท่านก็ไม่ปิดกั้นรังเกียจ สร้างโรงเรียน สร้างอาชีพเกษตรกรปลูกพืชเมืองหนาวมีรายได้มั่นคงขึ้นอย่างยั่งยืน
มองย้อนสถานการณ์แล้ว ถ้าไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานโครงการหลวงไว้บนพื้นที่ภูเขาสูง วันนี้ดอยอ่างขางก็อาจกลายเป็นแผ่นดินอื่น ไม่ใช่แผ่นดินไทย เป็นผลแห่งการทรงงานเพื่อประเทศชาติที่เห็นชัดเจนที่สุด ชาวเขาเรียกพระองค์ท่านว่า ‘พ่อหลวง’ ก็แสดงความรักเทิดทูนและความผูกพันที่มีต่อพระองค์ท่านสูงสุด”
ก้าวพระบาททุกก้าวทรงมุ่งมั่น
ปี 2516 พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ สร้างเสร็จสมบูรณ์ขึ้นบริเวณเขาตันหยง ต.กะลุวอเหนือ จ.นราธิวาส เป็นที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.ของทุกปี
พล.อ.สนั่น เล่าว่า พื้นที่นี้มีทั้งปัญหาแตกต่างด้านเชื้อชาติ และปัญหาความยากจนเพราะพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ โครงการพระราชดำริแกล้งดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จึงเกิดขึ้นในภาคใต้ เพื่อพัฒนาพื้นที่ทำกินที่มีปัญหาดินเปรี้ยว ที่เกิดขึ้นในบริเวณป่าพรุโต๊ะแดง หรือป่าพรุสิรินธร เป็นป่าพรุที่มีเนื้อที่มากที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทย เนื้อที่ของป่ามีความกว้างประมาณ 8 กิโลเมตร และมีความยาวประมาณ 28 กิโลเมตร มีพื้นที่ครอบคลุมอาณาเขตของ อ.ตากใบ สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก เจาะไอร้อง และ อ.เมือง จ.นราธิวาส คิดเป็นเนื้อที่กว่า 125,625 ไร่
พล.อ.สนั่น เล่าย้อนเหตุการณ์ในความทรงจำยากลืมได้ในครั้งนั้นว่า คำว่าเหนื่อยแทบขาดใจ เกิดจากการตามเสด็จฯ ในปีนั้นเอง
“ป่าพรุก็คือป่าน้ำเน่าขังมายาวนานนับร้อยปี ต้นไม้ขึ้นไม่ได้เลยนะครับ เพราะดินเปรี้ยวมากใช้ประโยชน์ไม่ได้ ดินในป่าพรุเกิดจากการสะสมของซากอินทรียวัตถุ เช่น เศษไม้ ใบไม้ทับถมเป็นชั้นหนา แต่ก็มีส่วนที่สมบูรณ์ประมาณ 5 หมื่นไร่ ที่มีต้นหมากแดงสามารถขึ้นได้ แล้วจากจุดที่เสด็จพระราชดำเนินไปที่เกาะหมากแดงขึ้นได้ ราว 1 กิโลเมตรกว่าๆ ทรงสอบถามชาวบ้านว่าไปอย่างไร พอรู้เส้นทางก็สั่งให้ทหารอารักขา 5-6 นายให้ตามไปด้วย พร้อมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และแม่นมของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผมก็ไปด้วย โดยพวกทหารยืนในน้ำถึงเอว มีหน้าที่คอยประคองพระองค์ท่านที่เสด็จพระราชดำเนินบนพื้นวัชพืช แต่บางแห่งก็มีเลนเหลวนิ่มบนหญ้าเดินยาก ทหารก็ต้องใช้ปืนพาดกัน 2-3 กระบอก ให้พระองค์ท่านทรงเหยียบเสด็จฯ ไปทีละก้าว
ระหว่างทาง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ตกไปในน้ำจนถึงพระศอ ทูลกระหม่อมพ่อทรงหันมาทอดพระเนตร ไม่ทรงตรัสอะไร ทรงเสด็จฯ ไปต่อ ขบวนก็ต้องลุยจนถึงหมากแดงต้นนั้น ทำไมพระมหากษัตริย์ต้องทรงลุยป่าลึกที่มีอันตรายทั้งสัตว์ร้ายงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ฝ่าปลิง แมลงก็ชุกชุม เช่น ยุงดำ ก็เป็นพาหะนำโรคเท้าช้าง คำตอบคือเพื่อปากท้อง เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน แสดงถึงความมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยว่าทรงทำอะไรแล้วต้องให้สำเร็จถึงเป้าหมาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงใจสู้มุ่งมั่นแม้ตกไปในน้ำเน่า ไม่กริ้วเลย ทรงพระสรวลใหญ่ทั้งที่น้ำในป่าพรุทั้งเหม็นทั้งคันมากนะครับ เพราะเป็นน้ำเน่าจากซากวัชพืชนานร้อยๆ ปี พอเจ้านายทรงพระสรวล พวกเราก็คลายเครียดหายตกใจ หัวเราะกันไปทั้งขบวน (เล่าพร้อมรอยยิ้ม) แสดงถึงพระเมตตาและความวิริยะเพียรพยายามที่ผมได้สัมผัสจากพระบรมวงศานุวงศ์ที่ผมได้รับใช้ใกล้ชิด” พล.อ.สนั่น เล่าเหตุการณ์วันนั้นที่นับเป็นความภาคภูมิใจในการรับใช้เจ้านายระดับสูง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ป่าพรุสิรินธร จึงกำเนิดขึ้นเพื่อระลึกถึงพระราชหฤทัยมุ่งมั่น และเป็นการเริ่มโครงการทรงงานเพื่อพสกนิกรไทยในชายแดนภาคใต้ ไม่มีพื้นที่ใดแม้หนทางทุรกันดารลำบากเพียงใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก้าวพระบาทไปไม่ถึง คือพระราชกรณียกิจของพระเจ้าแผ่นดิน ที่พสกนิกรขอน้อมรำลึกไว้ในใจไทยทุกดวง







