
ฮิโรคิ มิทสึมะตะ แม่ทัพเจโทร
นักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างยาวนาน คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสำคัญในหลายกลุ่ม
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
นักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างยาวนาน คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสำคัญในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานทำหน้าที่เชื่อมโยงการลงทุนระหว่างเอกชนญี่ปุ่นและไทย คือ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร ที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนของเอกชนญี่ปุ่นในประเทศไทย และสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจบริษัทไทยและญี่ปุ่น พร้อมเชิญชวนบริษัทไทยไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่น
ขณะที่ เจโทร สำนักงานในไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2502 มีอายุในไทยร่วม 57 ปี ส่วนเจโทรในทั่วโลกมีสำนักงานรวม 74 แห่ง ใน 55 ประเทศ และมีสำนักงานในประเทศญี่ปุ่น รวม 46 แห่ง
“ฮิโรคิ มิทสึมะตะ” ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวถึงการเข้ามารับตำแหน่งประธานเจโทรในประเทศไทย และได้เข้ามาทำงานในไทย สัมผัสได้ถึงประเทศไทย สยามเมืองยิ้ม รู้สึกชื่นชอบคนไทยที่ใจดี มีอัธยาศัยดี ชอบพูดและชอบยิ้มทักทาย ที่สำคัญคนไทยใจดีมาก แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลกที่ได้สัมผัสมา
โดยเรื่องนี้สัมผัสได้ทันทีเมื่อมาประเทศไทย ดังนั้นแม้ว่าตนเองจะเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทยไม่นาน แต่ชื่นชอบประเทศไทยอย่างมาก
“การเข้ามารับตำแหน่งประธานสำนักงานกรุงเทพฯ คนใหม่ ในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเดือน ก.ค. 2559 จะมุ่งสานต่อภารกิจหลักในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น พร้อมมุ่งมีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย” มิทสึมะตะ กล่าว
ขณะที่ภาพรวมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในไทยนั้นมีมายาวนาน ด้วยไทยเป็นประเทศปลายทางการลงทุนที่มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญเช่นกัน โดยประเมินว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่เอกชนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสะสมในไทย (เอฟดีไอ) คิดเป็นสัดส่วน 30-40% เมื่อเทียบกับการลงทุนทั้งหมด และแนวโน้มการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในไทยนับจากนี้จะลงทุนต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้
ขณะเดียวกันในปี 2560 จะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและประเทศไทย ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นจะมีความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นเวลานับกว่า 600 ปีแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น และสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นได้อย่างดี เป็นความสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน และจากนี้ต่อไปในอนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
สำหรับ เจโทร ในบทบาทด้านเศรษฐกิจและธุรกิจที่เป็นหนึ่งในผู้ช่วยสานสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจและธุรกิจของสองประเทศต่อไป โดยขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เป็นแผนต่อเนื่องที่จะใช้ 5 ปีข้างหน้า รวมถึงรัฐบาลไทยได้ประกาศยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยครั้งใหญ่
ขณะเดียวกัน ไทยยังได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศหลายด้าน รวมถึงการมุ่งพัฒนา 5 อุตสาหกรรมหลัก ที่จะยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น
จากแนวทางและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไทย ถือเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยระยะยาว รวมถึงนโยบายโครงการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จะมุ่งสร้างอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการดึงดูดให้มีการลงทุนสร้างนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพื่อมุ่งยกระดับเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นนโยบายที่ดีอย่างมาก
นอกจากนี้ นโยบายเมืองนวัตกรรมอาหาร (ฟู้ดอินโนโพลิส) ซึ่งเจโทรพร้อมส่งเสริมเอกชนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเช่นกัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอกชนญี่ปุ่นและเอกชนไทย ไปจนถึงการจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ (บิซิเนส แมตชิ่ง) ที่เจโทรได้จัดส่งเสริมให้เอกชนญี่ปุ่นมาหาคู่ค้าในไทย ที่ผ่านมาได้จัดในหลายงานแล้วและประสบความสำเร็จอย่างดี
สำหรับล่าสุด งานเมทัลเล็กซ์ 2016 นำผู้ประกอบการญี่ปุ่นจำนวน 40 ราย เพิ่มขึ้นจากการจัดงานปีก่อน รวมถึงจัดงานกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร อาหาร กับผู้ประกอบการไทย ที่มีผู้ประกอบการเข้ามาร่วมงานจำนวนกว่า 43 บริษัท ถือว่าเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่ได้จัดมา 4 ปี
มิทสึมะตะ กล่าวว่า เจโทรยังทำหน้าที่ส่งเสริมบริษัทไทยไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมาระหว่างปี 2546-2559 มีบริษัทที่เจโทรให้การส่งเสริมไปลงทุนในญี่ปุ่นกว่า 100 บริษัท ซึ่งมีบริษัทไทยที่ได้เข้าไปลงทุนแล้วจำนวน 13 บริษัท ทั้งอุตสาหกรรมและภาคบริการ อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มสินค้าแฟชั่นผู้หญิง สินค้าชุดชั้นใน แผงวงจรไฟฟ้า ของเล่น เสื้อผ้าและเครื่องหนังในการตกแต่งบ้าน ธุรกิจที่ปรึกษา ธุรกิจบริการด้านอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ สปา และตัวแทนจำหน่ายสินค้าเคมีภัณฑ์ ธุรกิจพลังงานทดแทน เป็นต้น
ล่าสุด เจโทรยังได้ส่งเสริมสปาไทยระดับบน (พรีเมียม) ไปเปิดบริการที่เมืองโกเบ มีรูปแบบการให้บริการทั้งสปาและที่พัก ซึ่ง เจโทร สำนักงานโกเบ ได้ส่งเสริมบริษัทไทยทั้งการให้เช่าสำนักงานราคาถูก ให้คำแนะนำด้านการทำบัญชีและด้านกฎหมาย รวมถึงวีซ่าทำงาน พร้อมประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริม โดยสปาดังกล่าวได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมธุรกิจดังกล่าวไปได้ดี โดยมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ขณะที่ธุรกิจบริการมีแนวโน้มสดใส เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งเสริมเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นจำนวนมาก จะส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
การท่องเที่ยวและการให้บริการนักท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีด้วย ทั้งธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ธุรกิจอาหาร ค้าปลีก และการให้บริการต่างๆ อีกทั้งประเทศญี่ปุ่นไม่มี พ.ร.บ.ต่างด้าวเหมือนกับไทย ทำให้นักลงทุนไทยสามารถถือหุ้นได้ 100% และลงทุนได้อย่างสะดวก
นอกจากนี้ สำนักงานเจโทรที่มีอยู่ 46 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น พร้อมให้คำแนะนำในทุกด้านแก่นักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในเมืองต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการให้คำแนะนำแก่นักลงทุนญี่ปุ่นในแต่ละเมืองที่สนใจเข้ามาจับคู่ธุรกิจในประเทศไทย
อีกทั้งเจโทรยังมีการจัดงานสัมมนานโยบายต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งจัดในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานในแต่ละครั้งได้รับความสนใจมีนักลงทุนเข้ามาฟังจำนวนมาก
จากยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่วางไว้ของรัฐบาลประเทศไทย และในปี 2560 จะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 130 ปี เจโทร ถือเป็นองค์กรตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น มีความพร้อมที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในทุกรูปแบบ และจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น คงทนถาวรและอยู่ต่อไปในระยะยาว
“มิทสึมะตะ” กล่าวต่อว่า สำหรับมุมมองการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ชาวญี่ปุ่นสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างสะดวก โดย กทม.เป็นเมืองที่มีทุกอย่างที่คนญี่ปุ่นต้องการ โดยเฉพาะอาหารที่อร่อยอย่างมากและมีความหลากหลาย คล้ายกับประเทศสหรัฐ ที่ได้ทำงานก่อนหน้านี้มีความหลากหลายของอาหารแต่ละประเทศเช่นเดียวกัน
พร้อมประเมินสถานการณ์การลงทุนต่อไปว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จะเริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้งในช่วงปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มีผลทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น
ดังนั้น การลงทุนในไทยปี 2560 จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน







