posttoday
เศรษฐกิจสมดุลจากนโยบายที่สมดุล

เศรษฐกิจสมดุลจากนโยบายที่สมดุล

02 ธันวาคม 2559

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดถึงการจัดอันดับความเหลื่อมล้ำเรื่องหนึ่งของไทยจากสถาบันเครดิตสวิส (Credit Suisse’s Global Wealth Report) ว่า ประเทศไทยมีช่องว่างรายได้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะถ้าแบ่งโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศดีๆ ไม่ว่าจะในแง่ระบบตลาดทั้งหมด (Total Market Functioning) จะพบว่าระบบตลาดสำหรับผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงเอื้อต่อการเติบโตได้อย่างไม่จำกัด

แม้จะมีอุปสรรคก็มีตัวช่วย ในขณะที่ระบบตลาดภาคแท้จริงของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงล่าง กลับเป็นระบบตลาดที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในการเติบโต ในช่วงต้นของรัฐบาลปัจจุบันมีการพูดถึงและมีนโยบายเรื่องนี้น้อยมาก นั่นเพราะกรอบเวลาที่จำกัดต้องเลือกนโยบายเศรษฐกิจที่เห็นผลทันตาก่อน นั่นคือนโยบายด้านการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ การสนับสนุนอุตสาหกรรมหรือธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวเรือหลัก กฎหมาย นโยบายต่างๆ ต้องผลักดันกลุ่มเหล่านี้ เพราะหากเทียบสัดส่วนในจีดีพี กลุ่มก้อนนี้คือกลุ่มก้อนสำคัญที่ส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตของรายได้ประชาชาติในภาพรวมดีขึ้นหรือเลวลงอย่างชัดเจนที่สุด

การพัฒนาระบบในอีกภาคส่วนหนึ่ง แม้จะเป็นกลุ่มก้อนประชากรและจำนวนธุรกิจที่มากที่สุดในประเทศนั้นจะใช้เวลา เม็ดเงินกระจาย และหวังผลสำเร็จได้ต่ำกว่า จึงมีผลทางอ้อมก็คือการสร้างความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ ขึ้นมา และคงไม่สามารถโทษรัฐบาลนี้ได้ หรือรัฐบาลชุดไหนๆ ก่อนหน้านี้ได้ นี่คือธรรมชาติของระบบทุน

ข้อดีในการที่นายกรัฐมนตรีมีการกล่าวถึงเรื่องนี้คือ การที่เป็นรัฐบาลในภาวะพิเศษ และตัวนายกรัฐมนตรีเองวันนี้ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนเกือบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะกลุ่มระดับใดในประเทศ จนกลายเป็นเสียงที่พูดแล้วทุกภาคส่วนให้การยอมรับ ทิศทางที่ให้เหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย บางครั้งก็สามารถหันหัวประเทศได้ทันทีเช่นกัน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเรื่องและวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ เรียบร้อยว่าเกิดจากอะไร ซึ่งที่กล่าวมานั้น หากทำได้เพียงสักครึ่งเดียวในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลถัดไป ไม่แน่ว่าประเทศไทยอาจจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลหลายๆ อย่างต่อระบบความคิดในสังคม คำว่า “ประชานิยม” จะถูกทำความเข้าใจมากขึ้นว่ามีทั้งข้อดีข้อเสียอย่างไร หน่วยธุรกิจในระบบ ผู้คุมกลไกต่างๆ ของระบบ มองคนจำนวนมากอีกฟากหนึ่งและเอื้อมมือผ่านนโยบายต่างๆ ได้ ทำให้ระบบที่คนจำนวนน้อยเติบโตอย่างเร็ว ท่ามกลางความล้มเหลวของคนจำนวนมากเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และในท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองนั่นเอง

อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สุดท้ายประชาชนจะจำและเลือกเรื่องเศรษฐกิจก่อนเสมอ ใครทำให้เศรษฐกิจดี ใครทำให้เศรษฐกิจไม่ดี หากินไม่ได้ ฝืดเคือง สิ่งต่างๆ นี้กระทบการดำเนินชีวิตทางตรง ต่อให้ไปอธิบายทำความเข้าใจอย่างไร จะไม่มีใครยอมรับรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง หรือสร้างอุปสรรค ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั้งโลกพร้อมๆ กันในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องจีดีพีมีปัญหา เพราะมีปัญหากันทั้งโลก แต่เป็นเรื่องการเติบโตของจีดีพีนั้นใครได้และใครไม่ได้ประโยชน์มากกว่า เราดูผลเหล่านี้ได้จากการเลือกของประชาชนใน
ประเทศอื่นๆ ได้ 

เรื่องน่าหนักใจคือนโยบายในภาพรวมจะเป็นอย่างไร เพื่อเพิ่มความเติบโตให้หน่วยธุรกิจใหญ่เล็กพร้อมๆ กับลดช่องว่างเป็นเรื่องไม่ง่าย ไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะตัวธรรมชาติของระบบเอง ค่านิยมของประชาชน หรือกลไกต่างๆ ระบบกฎหมาย ระบบภาษี ความสามารถในการแข่งขันของระบบที่ต่างกัน นโยบายหลายอย่างที่ดำเนินการในช่วงหลังนี้ในแง่การสนับสนุนเอสเอ็มอี โชห่วยโอท็อป ฟินเทค สตาร์ทอัพ การเพิ่มศักยภาพในรูปแบบต่างๆ โครงการประชารัฐ ประเทศไทย 4.0 การพยายามออกกฎหมายแข่งขันทางการค้า ไม่เคยมีรัฐบาลไหนมีโครงการต่างๆ เพื่อธุรกิจขนาดเล็กมากมายขนาดนี้ เรียกว่าเปิดหน้าหนังสือพิมพ์มาจะเจอโครงการลักษณะนี้ทุกวันตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะโครงการอะไรก็น่าสนับสนุนทั้งนั้น คือทำทั้งหมดไปก่อน ทำให้มาก จากนั้นมาค่อยๆ ดู อะไรบ้างได้ผล อะไรบ้างไม่ได้ผล

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าห่วงแฝงมาเป็นข้อสังเกตเสมอ โครงการลักษณะนี้ต้องเป็นไปเพื่อให้เอสเอ็มอี ธุรกิจชุมชนยืนได้ด้วยตนเองในระยะยาว ไม่ใช่การหวังผลระยะสั้นๆ โดยไปฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับธุรกิจใหญ่ เพราะในท้ายที่สุด ธุรกิจก็คือธุรกิจ คือกำไรขาดทุน การหนุนไปฝากไว้กับใครด้วยนโยบายพิเศษ นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว ยังทำให้รายใหญ่ยิ่งได้เปรียบเพิ่มขึ้น และข้อสำคัญคือต้องไม่เสียอัตลักษณ์ของการเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ธุรกิจชุมชน เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพได้ พัฒนาได้ บนการไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของชุมชนนั้นๆ

ในส่วนผู้กำกับระบบตลาดหากได้มีการตีความคำว่า “เสถียรภาพ” ใหม่ มองแบบสมดุลขึ้น ไม่ยึดพื้นที่ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับแนวคิดใหม่ร่วมไปกับแนวคิดนโยบายทางการเมือง เพราะวันนี้คนจำนวนมากเฝ้าถามว่าเวลารัฐพูดคำว่า “เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ” หมายถึงเสถียรภาพของธุรกิจใด ส่วนใด? แบบนี้ล่ะที่เรียกว่าไม่สมดุล โลกพัฒนาทางข่าวสารข้อมูลมาก จนคนส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่อสื่อหรือรัฐ หรือผู้บริหารอีกต่อไป แต่เชื่อข้อมูลที่เขาแสวงหาเองมากกว่า เศรษฐกิจจะสมดุลได้จะมาจากนโยบายเศรษฐกิจในแบบช่วงหลังๆ นี้ เพราะได้ให้ทรัพยากรกับคนส่วนใหญ่มากขึ้นนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท