
ความเร็วกับความจริง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โลกของข่าวสารวันนี้ไปเร็วเหลือเกิน เร็วจนตามแทบไม่ทันผ่านสื่อออนไลน์ หรือสื่อดิจิทัล หรือสื่อโซเชียลมีเดีย คนไทยวันนี้มีอุปกรณ์สื่อออนไลน์ อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือมากถึง 82 ล้านเครื่อง คนไทยใช้เวลาในการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย หรือสื่อดิจิทัล หรือสื่อออนไลน์ วันละ 11 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย สื่อดิจิทัลมีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่งคือ ความเร็วในการรับ ส่ง ข่าวสาร สามารถสื่อถึงกันแบบเรียลไทม์ สื่อดิจิทัลเร็วเสียจนคนไทยไม่มีเวลาที่จะตรวจสอบข่าวว่าจริงเท็จอย่างไร บ่อยครั้งที่ผู้เสพตกเป็นเหยื่อของคนที่ปั่นข่าว
ตัวอย่างของเรื่องนี้ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เราไม่อยากเขียนเรื่องนี้ด้วย “ความเร็ว” แต่ต้องการให้เป็นกรณีศึกษาที่ว่า “ความจริงจะเป็นฝ่ายชนะแม้มาช้าก็ตาม” นั่นคือกรณีของ อรพิมพ์ รักษาผล หรือ น้องเบสต์ ที่ตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของใครบางคนที่ใช้เธอเป็นเครื่องมือทางการเมือง คนที่ทำนั้นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สื่อดิจิทัลในการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ที่รู้จักหยิบประเด็นมาพูด เพียงคำพูดง่ายๆ ที่ว่า “ดูถูกคนอีสาน” ก็กลายเป็นประเด็นก่อให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังระหว่างภาค เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจได้หากคนอีสานบางกลุ่มอาจเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาเมื่ออ่านครั้งแรก แต่เมื่อสติกลับคืนมา หลายคนระงับอารมณ์ได้หลังจากที่ความจริงถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หลายคนสารภาพว่าได้โพสต์ข้อความด่าน้องเบสต์ไปมากมาย แต่พอรู้ความจริง รู้เบื้องหลัง ก็โพสต์มาขอโทษ
คนที่มุ่งปลุกปั่นให้คนไทยแตกแยกกันใช้ประโยคสั้นๆ ประโยคเดียวว่า น้องเบสต์พูด “ดูถูกคนอีสาน” แค่นั้นเอง ถือว่าเป็น “คีย์เวิร์ด” ที่ “ก่อให้เกิดความเกลียดชัง” ได้อย่างรวดเร็ว รุนแรง กว้างขวาง ในโลกของสื่อดิจิทัล ใครเริ่มก่อนได้เปรียบ ใครเร็วกว่าได้เปรียบ เท่ากับสร้างประเด็นเชิงรุกให้อีกฝ่ายเป็นคนคอยแก้ เพราะกว่าจะแก้ได้ ประเด็นนี้ก็ถูกขยายจากนิ้วสู่นิ้ว จากปากสู่ปาก ไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง นักการเมืองบางคนที่เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งในภาคนี้ก็ฉวยโอกาสออกมาซ้ำเติม มีการกระหน่ำซ้ำว่าเธอเป็นเครื่องมือของฝ่ายทหาร น้องเบสต์ซึ่งตกเป็นเหยื่อแทบไปไม่เป็น ทั้งที่ตัวเองทำในสิ่งดีงามให้กับสังคมประเทศ
แต่ในที่สุด “ความเร็ว” ก็แพ้ “ความจริง” แม้การปล่อยข่าวเท็จไปได้เร็ว ความจริงมาช้ากว่า แต่เมื่อคนได้รู้ความจริงแล้วว่ามีคนปล่อยข่าวเพื่อให้เกิดผลทางการเมือง โดยเอาผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นเหยื่อ ใครที่ได้อ่านทุกคำพูดที่เธอพูด ได้ดูเทปในสิ่งที่เธอพูด หากไม่มีอคติจนเกินไปย่อมเห็นได้ว่าเธอไม่มีเจตนาที่จะว่าร้ายคนอีสานแต่อย่างใดทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับเธอที่บางครั้งบทเรียนก็ทำให้บอบช้ำบ้าง
น้องเบสต์เป็นเจเนอเรชั่นที่เชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากมี “พรสวรรค์” แล้ว เธอยังมีจิตใจที่ดีงาม เพราะเธอจะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เดินสายไปพูดให้คนรุ่นใหม่ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศได้ฟังตามที่ตั้งใจไว้ นี่คือ “ความงาม” ของผู้หญิงคนนี้ที่เทิดทูนและจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์
ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า การมุ่งกระทำต่อน้องเบสต์เป็นเรื่อง “การเมือง” ที่มีมือที่มองไม่เห็นฉวยโอกาสใช้เธอเป็นเหยื่อ เหตุผลประการหนึ่งน่าจะมาจากความวิตกต่อผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แม้คนที่มาออกเสียงในภาคอีสานไม่รับร่างร้อยละ 51.34 มากกว่าที่รับร่างร้อยละ 48.66 แต่ก็ห่างกันเพียงไม่ถึง 3% เมื่อเปรียบเทียบกับประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งคนภาคนี้ไม่รับร่างอย่างท่วมท้น ทำให้บางพรรคเกิดความวิตก บังเอิญไปพบเทปที่น้องเบสต์พูดจึงเอามาปลุกระดมเพื่อหวังจะได้คะแนนเสียงคืนมา
การต่อสู้ในเกมออนไลน์นี้ สู้กันเป็นชั่วโมง นาที แพ้ชนะแค่วันหรือสองสามวันเท่านั้น แล้วประเด็นจะเปลี่ยนไป เมื่อมีการตั้งประเด็นใหม่ขึ้นมาว่า “เราจะเอาคนที่รักยกย่องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือจะเอาคนที่สนับสนุนกลุ่มหมิ่นสถาบัน” คนที่เปิดเกมตอนแรกต้องกลับมาแก้เกมเมื่อ “ความจริง” ถูกเปิดเผย
มือที่มองไม่เห็นตกเป็นฝ่ายรับมากขึ้นเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือรับรองน้องเบสต์ไปยังสถานทูตอเมริกัน และมีข่าวว่าสถานทูตอเมริกันออกวีซ่าให้น้องเบสต์ไปพูดตามคำเชิญของคนไทยในสหรัฐแล้ว สิ่งเหล่านี้มีน้ำหนักในการเปลี่ยนความคิดของคนเพิ่มขึ้น เมื่อคนมองว่า น้องเบสต์ทำในสิ่งที่ดี เธอเป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะคนออนไลน์ได้ตีความกันแล้ว
ฝ่ายตรงข้ามที่เปิดเกมนี้กลับถูกตั้งคำถามว่า ในขณะที่คนไทยทั่วประเทศ ทุกภาคมีความสมัครสมานสามัคคีกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ผ่านมา ทำไมคุณถึงใจร้ายมากที่พยายามทำให้คนไทยแบ่งแยกเป็นภาคนิยมกันอีก ทำไมคุณจึงมาสร้างวาทกรรมให้คนไทยเกลียดกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังอยู่ในความเศร้าเช่นนี้?
การที่สถานทูตอเมริกันให้วีซ่าแก่น้องเบสต์ เป็นการยืนยันว่าน้องเบสต์เป็นของจริง และดีสำหรับสถานทูตอเมริกันเสียอีกที่ครั้งหนึ่งถูกคนไทยโจมตีว่า ทีคนที่รักเทิดทูนสถาบันกลับไม่ยอมให้วีซ่าเข้าอเมริกา ทีพวกที่ดูถูกดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์กลับได้รับการอุ้มชูดูแลอย่างดีให้ไปรวมหัวกันอยู่ในอเมริกาได้
เวลานี้คนที่จะช่วยน้องเบสต์ก็ไม่ต้องช่วยแล้ว เพราะความดีงามและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของน้องเบสต์เป็นสิ่งที่คุ้มครองตัวเธอเอง
บทความนี้ต้องการพิสูจน์ว่า ความจริงถึงแม้จะมาช้า แต่ก็เป็นฝ่ายชนะในที่สุด และนี่เป็นบทเรียนสำหรับคนบนสื่อออนไลน์ต้องระวังความเท็จที่มากับความเร็ว หยุดคิดสักนิดหนึ่งว่าสิ่งที่เรากำลังแข่งกันเสพนั้นเป็นความจริงหรือความเท็จ







