posttoday
บทเรียนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

บทเรียนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

01 ธันวาคม 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โลกทั้งโลกตกตะลึงกับการพลิกล็อกอย่างมโหฬารในการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้วอย่างมากมายจนอาจถือเป็นเรื่องล้าสมัยหากจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก แต่ถึงกระนั้นผมก็อดไม่ได้ เพราะนอกจากจะมีคนถามผมไม่เว้นแต่ละวัน ยังมีประเด็นที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับการเมืองไทยด้วย

ขอพูดเรื่องผลกระทบที่จะมีต่อไทยก่อนนะครับ ผมคิดว่าผลกระทบ โดยตรงจะมีน้อยมากที่เป็นเช่นนี้เพราะเราไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยแทบจะไม่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และตลาดทุนโลกแต่ประการใด เราอาจจะสำคัญตัวเราเองผิด จึงเกิดความวิตกกังวลกันจนเกินกว่าเหตุ

หลายปีก่อน เราเคยเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลกคือ เฉลี่ยเป็นเลข 2 หลัก แต่หลังจากนโยบายประชานิยมเริ่มมีบทบาทสูงในทางการเมือง ทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศถูกจัดสรรไปให้กับการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐ ในขณะที่การลงทุนถูกละเลย ทำให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยโดยรวมถดถอยลงเป็นลำดับ บางปีถึงกับติดลบ เงินทุนต่างประเทศที่ยังอยู่ หากไม่ใช่เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ก็เพื่อซื้อทรัพย์สินราคาถูกในตลาดทุน หาใช่การลงทุนเพื่อผลตอบแทนในระยะยาวจากการเติบโตของเศรษฐกิจแต่ประการใด

ผลกระทบที่จะมีต่อไทยส่วนใหญ่จะเป็นทางอ้อม มีประเด็นที่ผมอยากพูดถึงเป็นพิเศษอยู่ 3 ประเด็น ดังนี้

หนึ่ง วิธีบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะเป็นแนวเดียวกับการบริหารธุรกิจคือ จะลงทุนทำอะไรจะต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า คำว่า อเมริกาต้องมาก่อนไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะยุติบทบาทในต่างประเทศทั้งหมด แต่หมายความว่าทรัมป์จะยึดประโยชน์ที่จะเกิดกับสหรัฐเป็นสำคัญความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ก็สานต่อ แต่ถ้าทำแล้วเสียเงินเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ หากเลิกได้ก็คงเลิก

ภายในสหรัฐนโยบายที่ออกแนวประชานิยมจะลดลงที่จะถูกคุมกำเนิดก่อนเพื่อนคือ เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโอบามา แคร์ ทรัมป์ จะเน้นการลงทุนและการสร้างงานเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และหากจะกระทบความรู้สึกของประเทศอื่น เช่น เรื่องโลกร้อนหรือเรื่องผู้อพยพก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

ผลที่จะเกิดตามมาคือเศรษฐกิจสหรัฐจะมีแนวโน้มเข้มแข็งขึ้น การขาดดุลลดลงทั้งดุลการค้าและดุลการคลัง เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า และดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติใหม่ๆ

สอง ต่างประเทศที่จะถูกกระทบมากที่สุดคือ จีนกับเม็กซิโก ซึ่งทรัมป์ถือว่าที่ผ่านมาเอาเปรียบสหรัฐมาโดยตลอด ในกรณีของเม็กซิโกนอกจากเรื่องแรงงานผิดกฎหมาย ยังมีเรื่องบริษัทอเมริกันเข้าไปลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูก

ส่วนจีนถูกทรัมป์ กล่าวหาว่า เจตนาบิดเบือนค่าเงินหยวนให้ต่ำ เพื่อเอาเปรียบสหรัฐทางการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลโอบามาก็ทราบ แต่แก้ปัญหาไม่ตรงจุดด้วยการสร้างทีพีพีขึ้นมา ทรัมป์เชื่อว่าการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน โดยตรงจะเป็นประโยชน์กว่าคือ การคลังของสหรัฐก็ได้อานิสงส์ ด้วย ในขณะที่ประเทศอื่นที่จะได้ประโยชน์ก็จะกระจายไปทั่ว ไม่กระจุกตัวเฉพาะในหมู่สมาชิกทีพีพี

ส่วนเรื่องที่จีนจะตอบโต้รุนแรง ผมไม่คิดว่าทรัมป์เป็นห่วงมากนัก อาจมีบริษัทอเมริกันบางบริษัทเดือดร้อนบ้าง แต่ภาพรวมของสหรัฐน่าจะดีขึ้น

สำหรับไทยเราอาจจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าบางประเภทที่มีจีนเป็นคู่แข่ง แต่เท่าที่ทราบมีไม่มากนัก

สาม หากเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าตามคาดอาจเกิดผลเสียกับไทย เพราะที่ผ่านมาค่าเงินบาทผูกติดกับเงินเหรียญสหรัฐบางส่วน ทำให้แม้จะอ่อนลงเมื่อเปรียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่จะแข็งค่าเมื่อเปรียบกับสกุลอื่นๆ เกือบทั้งโลก

สำหรับสาเหตุที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่แม้แต่ในพรรคเดียวกันก็มีคนที่ยอมรับเขาไม่ได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเขาเป็นฝ่ายตาม ฮิลลารี คลินตัน ในโพลสำรวจต่างๆ มาโดยตลอด มีดังนี้

ทรัมป์มีจุดแข็งกว่าฮิลลารีอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูง แม้ว่าแนวทางของเขาจะทำให้ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มคนด้อยโอกาสไม่พอใจ แต่ก็มีคนกลุ่มใหญ่คือ คนผิวขาวและชนชั้นกลางที่รู้สึกโดนใจมากกว่าต่างจากฮิลลารี ซึ่งพูดแบบนักการเมืองคือ สัญญาว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ แต่ไม่มีรายละเอียดประกอบว่าจะสัมฤทธิผลได้อย่างไร

ทรัมป์มีจุดอ่อนที่ผมคิดว่าเป็นจุดตาย คือเรื่องที่เขาไม่เสียภาษีเงินได้มาหลายสิบปี ส่วนเรื่องผู้หญิง แม้จะเป็นข่าวฮือฮา ผมกลับคิดว่าเป็นเรื่องฉาบฉวยมากกว่าฮิลลารีในระยะแรกก็โจมตีเขาเรื่องภาษี แต่ไม่ได้ตอกย้ำในช่วงหลังกลับไปเน้นเรื่องผู้หญิง ซึ่งไม่ทำความเสียหายให้ทรัมป์อย่างถาวร

แต่ที่สำคัญที่สุด ที่เป็นปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริง คือเรื่องฝีมือของทีมงาน ทีมทรัมป์วางแผนต่อสู้แย่งชิงคะแนนเสียงแบบเป็นธุรกิจ ซึ่งในที่สุดก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเหนือชั้นกว่าการหาเสียงแบบนักการเมืองทั่วไป

ที่ผมคาดการณ์ไว้และก็เชื่อว่าเป็นจริงตามนั้นคือ ในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายต่างถือไพ่อยู่ในมือซึ่งยังไม่หงายออกมา ในกรณีของฮิลลารีคือคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงของทรัมป์ ทีมฮิลลารีให้ความสำคัญกับการโต้วาทีสูง จึงหงายไพ่ใบนี้ออกมาก่อนการโต้วาทีครั้งสุดท้ายไม่กี่วัน ซึ่งก็ได้ผล ทำให้ฮิลลารีเป็นฝ่ายรุกและทรัมป์ตั้งรับแบบไม่เป็นขบวน จนฮิลลารีได้รับการชูมือเป็นผู้ชนะการโต้วาทีอย่างเป็นเอกฉันท์

ส่วนฝ่ายของทรัมป์เก็บไพ่ใบสุดท้ายไว้จนถึงโค้งสุดท้ายจริงๆ คือ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง จึงหงายออกมา ซึ่งผมเองก็ต้องยอมรับว่าคาดไม่ถึง นั่นก็คือเรื่องที่วิกิลีกออกมาแฉเกี่ยวกับอีเมลของฮิลลารีว่ามีประเด็นที่ผิดกฎหมายและเอฟบีไอออกมารับลูกว่าจะสอบสวนฮิลลารี ทำให้ในวันสุดท้าย ทรัมป์กลับเป็นฝ่ายรุก และฮิลลารีตกเป็นฝ่ายตั้งรับ

กลยุทธ์ของฝ่ายทรัมป์ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าทรัมป์จะชนะ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ตั้งเป้าให้ได้คะแนนเสียงในวันเลือกตั้งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งบังเอิญมากพอที่จะชนะแบบฉิวเฉียด กล่าวคือคะแนนรวมทั้งประเทศยังน้อยกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำไป

ในกรณีที่ทรัมป์เป็นฝ่ายแพ้ การแพ้แบบสูสีก็ยังดูดีกว่าการแพ้แบบขาดลอย นอกจากนี้ในเชิงธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จากคะแนนเสียงจำนวนมากที่ได้รับในวันเลือกตั้ง

ก่อนจบ ผมอยากชี้ให้เห็นโดยการเปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทยเมื่อ 5 ปีก่อน ทีมหาเสียงของพรรคเพื่อไทยใช้วิธีหาเสียงแบบเป็นธุรกิจ ในขณะที่พรรคอื่นๆ ยังพึ่งพารูปแบบเดิมๆ ผล ปรากฏว่าภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยสูงขึ้นจากประมาณการก่อนยุบสภานับล้านเสียง ในขณะที่คะแนนเสียงของประชาธิปัตย์กับพรรคอื่นๆ สวนทางดิ่งลงนับล้านเสียงเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท