
ปิดประตูรับแรงงานนอก ปกป้องคนในขับไสเศรษฐกิจ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ความหวาดกลัวความรู้สึกไม่ปลอดภัยของประชาชนในชาตินั้น ทั้งชีวิตและหน้าที่การงาน กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่คอยขับเคลื่อนเหตุการณ์ทางการเมืองใหญ่ตลอดทั้งปีนี้ ทั้ง “เบร็กซิต”ที่เป็นการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีที่คว้าชัยชนะมาได้อย่างเหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม ด้านกระแส “ต้าน” ก็มีความกังวลว่านโยบาย “ชาตินิยม” จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง
ความหวาดกลัวต่อแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศ สะท้อนให้เห็นได้จากกระแสการเมืองตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา เช่น เบร็กซิต ที่ปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่พอใจที่ผู้อพยพจากประเทศสมาชิกอียูเข้ามาแย่งงานในอังกฤษ รวมถึง “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่นำเสนอนโยบายแข็งกร้าวอย่างการส่งกลับผู้อพยพที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย
ไม่เพียงแต่ 2 เหตุการณ์ช็อกโลกเท่านั้น แต่ในด้านฝรั่งเศส พรรครัฐบาลในปัจจุบันส่ง ฟรองซัวส์ ฟิยง อดีตนายกรัฐมนตรี ลงชิงประธานาธิบดีในปีหน้า โดยฟิยงมีนโยบายการจำกัดการรับผู้อพยพ เช่นเดียวกับด้านออสเตรเลียที่เดินหน้าจัดการกับวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติ กลายเป็นภาพสะท้อนให้เห็นกระแสความรู้สึกไม่ปลอดภัยของประชาชนในชาตินั้น ทั้งชีวิตและหน้าที่การงาน
อย่างไรก็ตาม ความหวาดกลัวดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริง คือ “การขาดแคลนแรงงาน” ดังที่เห็นภาพได้ชัดที่สุดจากความเคลื่อนไหวในซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนเทคโนโลยีของสหรัฐและของโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย
ทรัมป์ให้สัญญาว่าจะให้แนวทางกับกระทรวงแรงงานในการสอบสวนการละเมิดโครงการวีซ่าสำหรับแรงงานชาวต่างชาติ โดยแม้นโยบายของทรัมป์จะไม่ชัดเจน แต่ เจฟฟ์ เซสชันส์ ตัวเต็งว่าที่รัฐมนตรียุติธรรมในรัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์โครงการวีซ่าดังกล่าวมาโดยตลอด เปิดเผยว่า จะคุมเข้มโครงการวีซ่าสำหรับภาคส่วนเทคโนโลยี H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับแรงงานชาวต่างชาติทักษะสูง
วีซ่าดังกล่าวเป็นวีซ่าที่ซิลิคอนวัลเลย์พยายามผลักดันให้มีการขยายโควตาเพื่อรับแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นมาอย่างยาวนาน สร้างความกังวลให้กับบรรดาผู้บริหารในซิลิคอนวัลเลย์ เว้นเพียงแค่บางส่วน เช่น ปีเตอร์ เทียล ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์เพย์พัล และหนึ่งในผู้บริหารของเฟซบุ๊ก ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมเปลี่ยนผ่านของทรัมป์
ความกังวลแพร่สะพัดอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ โดยเฉพาะกับทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส รวมถึงอินโฟซิส และไวโปร บริษัทให้ข้อมูลด้านเทคโนโลยีและที่ปรึกษา ซึ่งมีการจ้างงานชาวต่างชาติด้วยวีซ่า H-1B รวมกันมากถึง 8.6 หมื่นอัตรา ระหว่างปี 2005-2014 โดยมาตรการควบคุมแรงงานต่างชาติดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมในการจ้างแรงงานในประเทศ รวมถึงควบรวมกิจการเพื่อให้ยอดแรงงานชาวอเมริกันโดยรวมเพิ่มขึ้น
“พวกเราต้องเร่งการจ้างงานท้องถิ่นถ้าพวกเขายังว่าง และเริ่มที่จะรับนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัย ตอนนี้พวกเราเข้าสู่โมเดลที่พวกเราต้องจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ ฝึกงานพวกเขา แล้วจ้างงานพวกเขา และนั่นทำให้ค่าใช้จ่ายของเราเพิ่มขึ้น” ปราวิน ราโอ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของอินโฟซิส กล่าว
ไม่ใช่แต่แรงงานถูกกฎหมายเท่านั้น แต่แรงงานผิดกฎหมายในสหรัฐก็เป็นปัจจัยช่วยผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา พยายามที่จะดึงภาคส่วนดังกล่าวมาเป็นแรงงานถูกกฎหมายมาโดยตลอด และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยซิตี้ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ นิวยอร์ก พบว่าหากไล่แรงงานผิดกฎหมายกลับประเทศทั้งหมด เศรษฐกิจของแคลิฟอร์เนียในภาคส่วนเอกชนจะปรับลดมากถึง 7% ขณะที่ทั้งประเทศแรงงานผิดกฎหมายในประเทศช่วยเศรษฐกิจสหรัฐถึง 3% ของภาคเอกชน หรือคิดเป็น 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 175 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปี
แรงงานผิดกฎหมายที่อยู่ในสหรัฐทำรายได้เฉลี่ยจากทุกภาคส่วน 580 เหรียญสหรัฐ/สัปดาห์ น้อยกว่าราว 40% ของแรงงานที่เกิดในสหรัฐ โดยแรงงานผิดกฎหมายเหล่านี้ มักทำงานในภาคส่วนอย่างการก่อสร้าง เกษตรกร และงานบริการ ซึ่งคิดเป็น 10-18% ของแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด และมีแนวโน้มจะต้องสูญแรงงานมากกว่า 10% หลังจากการส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย
การศึกษาดังกล่าวยังพบด้วยว่า หากให้แรงงานผิดกฎหมายเหล่านั้นเข้าทำงานอย่างถูกกฎหมาย จะช่วยศักยภาพการผลิตได้ราว 20% หรือคิดเป็น 0.6% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ไรอัน เอ็ดเวิร์ด หนึ่งในผู้เขียนรายงานดังกล่าว ระบุว่า การทำให้แรงงานผิดกฎหมายกลายมาเป็นถูกกฎหมาย จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับผู้อพยพรายอื่นให้แอบเข้าสหรัฐมาอย่างผิดกฎหมายเพื่อหางานทำ ขณะที่การส่งกลับผู้อพยพมีแนวโน้มที่จะช่วยให้ค่าจ้างแรงงานในสหรัฐปรับสูงขึ้น
ค่าจ้างแรงงานที่ปรับสูงขึ้นจะกระทบกับภาคเอกชนของสหรัฐในท้ายที่สุด ส่งผลให้สหรัฐเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ความหวาดกลัวต่อแรงงานต่างชาติกระทบกับเศรษฐกิจ ในขณะที่ด้านออสเตรเลียเองก็มีความพยายามในการดึงฐานเสียงของกลุ่มชาตินิยมด้วยการจำกัดวีซ่าสำหรับแรงงานชั่วคราวจากต่างชาติ เพื่อเปิดทางให้แรงงานชาวออสเตรเลียสามารถเข้าทำงานได้มากขึ้น
เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียปรับเปลี่ยนวีซ่า 457 ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานชั่วคราวในออสเตรเลีย โดยลดช่วงเวลาจำกัดที่อนุญาตให้ทำงานกับนายจ้างรายหนึ่งจาก 90 วัน เหลือเพียง 60 วัน อย่างไรก็ตาม การปรับลดดังกล่าวกลับสร้างความกังวลให้กับบรรดาภาคส่วนร้านอาหารที่จะขาดแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือทำอาหารของชาติตัวเองดีเลิศไป
ประสบการณ์ในการลิ้มลองอาหารนานาชาติในออสเตรเลีย นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่คอยผลักดันการท่องเที่ยวของออสเตรเลีย โดยจำนวนผู้ถือวีซ่าดังกล่าวในภาคส่วนเชฟและผู้ประกอบการร้านอาหารมีมากเกือบ 3,500 คน และมากกว่าภาคส่วนอื่นๆ เช่น โปรแกรมเมอร์ ที่อยู่ที่ราว 3,000 คน และเจ้าหน้าที่ด้านเภสัชภัณฑ์ที่น้อยกว่า 2,500 คน ซึ่งภาคส่วนเชฟเป็นภาคส่วนที่มีความต้องการสูง เนื่องมาจากชาวออสเตรเลียนิยมจ้างงานเชฟมาทำอาหารให้ส่วนตัวถึงบ้านในงานพิเศษต่างๆ หลังจากรายการทำอาหารมาสเตอร์เชฟโด่งดัง
“ผลกระทบจะใหญ่มาก เช่น ขาดแรงงานต่างชาติ ค่าแรงขึ้น และค่าอาหารขึ้น รวมถึงจะลดทอนข้อดีในด้านอาหารนานาชาติ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ฮิวจ์ กล่าว และระบุว่า การจัดการกับวีซ่าดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผลต่อการแก้ความตึงเครียดทางการเมือง หลังจากออสเตรเลียเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้หยุดรับผู้อพยพชาวมุสลิม
ขณะเดียวกัน ในด้านอังกฤษเอง หลังจากเบร็กซิตไป สำนักงานจัดการงบประมาณแผ่นดิน (โอบีอาร์) ของอังกฤษ คาดการณ์ว่าจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองของอังกฤษจะปรับลดลงจากเฉลี่ย 2.65 แสนคน/ปี เหลือ 1.85 แสนคน/ปี และจะทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม 1.6 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 7.13 แสนล้านบาท) ภายในปี 2020 ถึงจะครอบคลุมกับการจัดเก็บภาษีที่น้อยลงไปในแต่ละปี และเสียโอกาสในการลงทุนในภาคส่วนอื่น
กระแสความหวาดกลัวต่อแรงงานต่างชาติก่อให้เกิดผลกระทบในเศรษฐกิจภาคจริงในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไปทั่วโลกเสียแล้ว







