
โบราณสถานอยุธยายังเสี่ยง
เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2011 ในประเทศไทย ไม่เพียงทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 900 คน และสร้างความเสียหายอีกหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อโบราณสถานใน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากวัดวาอารามหลายแห่งต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์
เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2011 ในประเทศไทย ไม่เพียงทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 900 คน และสร้างความเสียหายอีกหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อโบราณสถานใน จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากวัดวาอารามหลายแห่งต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างบรรดาผู้เชี่ยวชาญว่า เหตุน้ำท่วมครั้งดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ และการขยายตัวของเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความพยายามในการรักษาเมืองโบราณของไทยใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และเคยเป็นหนึ่งในเมืองที่รุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดแห่งยุคโบราณ จากการเป็นเมืองท่าในสมัยศตวรรษที่ 14-18
ในปัจจุบัน จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก อันเนื่องมาจากความงดงามทางสถาปัตยกรรมและความรุ่งเรืองด้านพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม มณฑิรา หรยางกูรอูนากูล ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมของยูเนสโก เปิดเผยว่า การวางแผนจัดการเมืองที่ย่ำแย่ ประกอบกับผลกระทบจากการจัดการน้ำในพื้นที่ต่ำ เป็นภัยอันตรายต่อสวนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยพื้นที่ครึ่งหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับการคุ้มครองในฐานะอุทยานประวัติศาสตร์และมรดกโลก
ขณะที่พื้นที่อีกครึ่งหนึ่งของจังหวัดก็มีการพัฒนาเมืองอย่างมาก สร้างความกังวลว่าพื้นที่ดังกล่าวจะมีศักยภาพมากพอในการป้องกันน้ำท่วมหรือไม่ โดยหลังน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 แม้โบราณสถานหลายแห่งไม่เสียหายมากนัก แต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังจำนวนมากได้รับความเสียหายและยากจะซ่อมแซม เนื่องจากบุคลากรขาดความรู้เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้สร้างภาพจิตรกรรม
ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมของยูเนสโก กล่าวว่า การขาดความรู้ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการบูรณะโบราณสถานใน จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงมรดกโลกอื่นๆ เช่น นครวัด ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาด้วยเช่นกัน
“ประเด็นที่พวกเรากำลังพยายามจะแก้ปัญหาคือ การหาว่าวัสดุโบราณที่ใช้ในสมัยอยุธยานั้นคืออะไร และมีการจัดวางองค์ประกอบอย่างไร” มณฑิรา กล่าว
เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ยูเนสโกและผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ได้สำรวจโบราณสถานใน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2011 โดยจากการประชุมดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นว่าควรใช้วัสดุดั้งเดิมในการบูรณะ และหากไม่สามารถหาวัสดุดั้งเดิมได้ ควรใช้วัสดุทดแทนอื่นที่เหมาะสมที่สุดหลังผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้ว







