
ช่องว่างรวยจน
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้ว 12 ฉบับ และทุกแผนพัฒนาฯ จะมีการวางเป้าหมายการวางโครงสร้างพัฒนาชาติในทุกด้าน กระจายทรัพยากรให้เหมาะสมเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยมุ่งหวังที่จะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนให้ลดลง
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้ว 12 ฉบับ และทุกแผนพัฒนาฯ จะมีการวางเป้าหมายการวางโครงสร้างพัฒนาชาติในทุกด้าน กระจายทรัพยากรให้เหมาะสมเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยมุ่งหวังที่จะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนให้ลดลง
แต่ผลการจัดอันดับของสถาบันเครดิตสวิส (Credit Suisse’s Global Wealth Report 2016) จัดอันดับประเทศไทยเป็นประเทศอันดับ 3 ที่มีช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนมากที่สุดในโลก สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศที่ผ่านมายังล้มเหลวในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่
ตามหลักการวัดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน จะวัดจากรายได้ของคนที่รวยที่สุดของประเทศเทียบกับรายได้ของคนที่จนที่สุดในประเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้แตกต่างกัน 12 เท่ามาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงปีที่แล้วกระทรวงการคลังเปิดให้ลงทะเบียนคนจน ก็พบว่ามีคนจนมาลงทะเบียนประมาณ 7.8 ล้านคน จากเมื่อ 22 ปีที่แล้วมีกว่า 24 ล้านคน แม้จำนวนคนจนจะลดลง แต่ความแตกต่างของรายได้ก็ต่างมากราวฟ้ากับเหวอยู่เช่นเดิม
ปัญหาการรวยกระจุกแต่จนกระจายของประเทศไทย ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ตก แต่ก็นับว่าดีกว่าในอดีตที่คนจนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่าย ขาดสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการสาธารณสุข ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังคงมีอยู่
รัฐบาลทุกชุดที่เข้ามาบริหารประเทศ จะเน้นในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวเติบโตในอัตราใด ภาคการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว จะขยายตัวติดลบหรือเติบโตอย่างไร ซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายเพื่อดำเนินนโยบายส่งเสริมในภาคต่างๆ แต่คำถามคือการเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราเท่านั้นเท่านี้ ความมั่งคั่งได้กระจุกตัวอยู่แต่ในกลุ่มคนระดับบน หรือกระจายความมั่งคั่งลงมาให้คนระดับกลางและระดับล่างบ้าง
การกระจายความมั่งคั่งจะต้องเชื่อมต่อกับธุรกิจระดับบน ระดับกลาง และเอสเอ็มอีให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้ต้นน้ำและปลายน้ำได้ประโยชน์ไปด้วยกัน รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ การรวมกลุ่มของชุมชนควรจะส่งเสริมให้คนมาแลกเปลี่ยนสินค้าสร้างความเข้มแข็งเพิ่มอำนาจต่อรองในการขายสินค้า ไม่ใช่รวมกลุ่มกันมาแต่เน้นมากู้เงินแต่เพียงอย่างเดียว
ตัวเลขของช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยของไทยที่ติดอันดับโลกนั้น เป็นภาพสะท้อนการกระจายทรัพยากรอย่างไม่เท่าเทียม ปัญหาความยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติ รัฐบาลควรจะปรับเปลี่ยนนโยบายมาเน้นในเรื่องของการกำหนดรายได้ต่อหัวต่อคน แทนการกำหนดเป้าหมายว่าแต่ละปีต้องการให้จีดีพีประเทศเติบโตเท่าไหร่ จะสะท้อนการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของคนไทยได้ดีกว่า และเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่า







