
คุมเข้มสหกรณ์ออมทรัพย์ คุ้มครองผู้ฝากเงิน
ถ้าจะย้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องหันมาสนใจกับการปฏิรูประบบสหกรณ์
โดย...ชีวารัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ถ้าจะย้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องหันมาสนใจกับการปฏิรูประบบสหกรณ์ เหตุเกิดจากปัญหาการฉ้อโกงจากอดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท และยังลุกลามทำให้สหกรณ์อื่นๆ ซวนเซตามไปด้วย
จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ศึกษา “การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” ระบุว่า ปัญหาสำคัญของสหกรณ์ฯ คือขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ใหม่ทางการเงิน ขณะที่บางแห่งมุ่งขยายกิจการเชิงพาณิชย์โดยขาดความเชี่ยวชาญ ความชำนาญงาน ทำให้การดำเนินงานมีปัญหา มีการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทั้งการรับฝากจากสหกรณ์อื่นและการให้กู้ระหว่างกันรวมถึงการนำเงินไปลงทุนภายนอก
โจทย์ดังกล่าวทำให้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหา โดยกระทรวงการคลังจะดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมากำกับดูแล แต่ทันทีที่ข่าวออกมาก็เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีการนัดระดมพลคัดค้าน ซึ่งหลังจากยืดเยื้อมานาน กระทรวงการคลังก็ยอมถอย ไม่ดึงสหกรณ์ออมทรัพย์มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแล
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะไม่เข้าไปกำกับดูแลโดยตรง รวมทั้งจะไม่มีการตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะมีคนคัดค้านทำให้เกิดปัญหาตามมา และการดำเนินงานของสหกรณ์ที่ผ่านมาก็มีปัญหามากไม่กี่แห่งเท่านั้นส่วนใหญ่ยังมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่ การกำหนดแนวทางกำกับให้ดียิ่งขึ้นก็น่าจะเพียงพอในการทำให้การดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์เข้มแข็งขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ระบุว่า ในปี 2558 มีสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่จดทะเบียน 2,036 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ 1,448 แห่ง และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 588 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 2.1 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนระยะยาว 0.22 ล้านล้านบาทลูกหนี้ระยะยาว 1.51 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 82% ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียน 0.39 ล้านล้านบาท ขณะที่มีหนี้สินหมุนเวียน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเสี่ยงอันเกิดจากการขาดสภาพคล่องได้
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2558 สหกรณ์ออมทรัพย์มีผลกำไรสุทธิ 65,293 ล้านบาท ขณะที่มีผลขาดทุนสะสม 1,243 ล้านบาท สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมีผลขาดทุนสุทธิ 1,882 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสม 15,424 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ มีสมาชิกจำนวนมาก ที่สำคัญเกิดการทุจริตโดยกรรมการและผู้บริหาร
อย่างไรก็ตาม การออกมา “กลับลำ” ของกระทรวงการคลังก็มีเหตุผล เพราะแม้จะอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยคลังจะต้องเข้ามาทำหน้าที่ช่วยออกแบบแนวทางการกำกับการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ ให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมั่นคงมากขึ้น
เบื้องต้นแนวทางการกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์จะคล้ายกับการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เช่น มีการกำหนดเงินกองทุน กำหนดหลักเกณฑ์การนำเงินฝากของสมาชิกไปลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยมั่นคง รวมทั้งการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการและผู้บริหาร จะต้องมีการตรวจสอบ มีประวัติที่ดีและมีความรู้ด้านการเงินการคลัง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังต้องวางระบบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับที่ ธปท.เข้าไปตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ หรือคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่กำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของบริษัทประกัน
ส่วนการตั้งหน่วยงานขึ้นกำกับดูแลนั้น หลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วย เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขึ้นจะสิ้นเปลืองและเป็นภาระงบประมาณ เพราะทำงานซ้ำซ้อนกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯก็อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาการกำกับดูแลสหกรณ์ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 พัฒนาฐานรากการกำกับดูแลสหกรณ์ ระยะที่ 2 การสร้างระบบและเครื่องมือการกำกับดูแล ระยะที่ 3 การเสริมสร้างให้ไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
ซึ่งในเบื้องต้นจะมีการจัดชั้นสหกรณ์เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ตามระดับชั้น การสร้างระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงในสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ ด้านเครดิต ด้านสภาพคล่อง รวมไปถึงการกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์โดยนายทะเบียนออกประกาศเป็นนโยบายในการกำกับสหกรณ์ เช่น การควบคุมหรือจำกัดเงินที่ไหลเข้าสหกรณ์ที่เกินความจำเป็น การให้สินเชื่อที่ผิดปกติ หรือควบคุมการลงทุนให้สหกรณ์จัดส่งรายงานที่นายทะเบียนกำหนด การกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
รวมถึงการแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ให้มีบทลงโทษที่หลากหลาย และมีมาตรการบังคับในระดับความร้ายแรงของความผิดที่กระทำทันต่อเหตุการณ์ โดยเน้นการป้องกันมากกว่าแก้ไขความเสียหาย การเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิดฝ่าฝืนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้กำกับดูแลสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเงินฝากจำนวนมากของประชาชน ก็ล้วนต้องตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการควบคุมดูแลไม่ให้มีการนำเงินประชาชนไปใช้โดยมิชอบ โดยนำบทเรียนจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ฝากเงินมากมายเป็นเครื่องเตือนใจ และดำเนินการปฏิรูประบบสหกรณ์ให้เป็นผลสำเร็จให้ได้







