
เสวนา "แผ่นดินเดียวกันแต่อยู่คนละโลก"
มช.เปิดโต๊ะเสวนา "แผ่นดินเดียวกันแต่อยู่คนละโลก" นักวิชาการม.พายัพ ระบุปรากฎการณ์สังคมสร้างความงุนงง-ท้าทายหาทฤษฎีอธิบาย ขณะที่อาจารย์ ม.มหิดล มองสังคมไทยอุดมความรุนแรง-ความรุนแรงเป็นความงามของรัฐ ด้าน "วราภรณ์" เผยสังคมไทยไม่นิยมเผชิญหน้าแก้ปัญหาเหวี่ยงประเด็นซุกใต้พรม
มช.เปิดโต๊ะเสวนา "แผ่นดินเดียวกันแต่อยู่คนละโลก" นักวิชาการม.พายัพ ระบุปรากฎการณ์สังคมสร้างความงุนงง-ท้าทายหาทฤษฎีอธิบาย ขณะที่อาจารย์ ม.มหิดล มองสังคมไทยอุดมความรุนแรง-ความรุนแรงเป็นความงามของรัฐ ด้าน "วราภรณ์" เผยสังคมไทยไม่นิยมเผชิญหน้าแก้ปัญหาเหวี่ยงประเด็นซุกใต้พรม
รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการสถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เปิดเผยในงานเสวนาแผ่นดินเดียวกันแต่อยู่คนละโลก จัดโดยสาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันนี้ (28 ส.ค.)ในหัวข้อ "วิกฤตสังคมศาสตร์และ/หรือวิกฤตสังคมไทย" ว่า ปรากฎการณ์ทางสังคมไทยที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความงุนงงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องสีเสื้อ เรื่องการแบ่งกลุ่ม ไม่เคยมีคนคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นและสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นเช่นกัน เช่น ไม่คิดว่าทหารไทยจะยิงคนไทย คนไทยคิดผิด หรือการที่คนไม่รู้จักกันเลยจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมชุมนุมทางการเมือง
ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้เราได้มองย้อนไปในอดีตและมองไปยังอนาคตข้างหน้า และตอนนี้สิ่งที่ต้องคิดคือจะแก้ไขปัญหาอย่างไรเพื่อป้องกันมาตรการแก้ไขปัญหา แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญและท้าทายทุกข้อบังคับของสังคมไทย และยังเป็นโอกาสทำให้เราได้คิดวินิจฉัยโรคในสังคมไทย มีบางส่วนที่ต้องคิดใหม่ และเป็นการท้าทายความเข้าในของสังคมไทย ท้าทายทฤษฎีสังคมศาสตร์ที่มีอยู่ แต่ละสาขาไม่เพียพอที่จะอธิบายได้
"ผมคิดว่าคงพูดไม่ได้หรอกว่าคนเสียชีวิต 91 ศพจากเหตุการณ์ชุมชนทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นโอกาสดีที่ทำให้สังคมได้มองย้อนดูตัวเองและมองไปข้างหน้าเพื่อหามาตรการป้องกันและแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเราไม่สามารถเรียกร้องโอกาสดีจากคนตายได้"รศ.ดร.ไชยันต์ กล่าว
ขณะที่ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร นักวิชาการคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สังคมไทยอุดมไปด้วยความรุนแรง โดยรุนแรงในความหมายที่ตรงตัวมีการตบกัน ฆ่ากัน ซึ่งความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีอยู่ในวัฒนธรรม เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรัฐ ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐไม่เคยผูกขาดความรุนแรงได้เลย แตกต่างจากประเทศในแถบยุโรปที่มีการพัฒนาการทางสังคมแม้จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่สามารถกำกับได้ รวบอำนาจจัดการความรุนแรงได้
"แต่ของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยรัฐใช้ความรุนแรงอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐแมน ความรุนแรงเป็นความงามของรัฐ เพราะไม่สามารถรวบอำนาจจัดการความรุนแรงได้ก็ใช้ความรุนแรงจัดการ เป็นการบอกแค่บอกว่าตัวเองแน่ เพื่อรักษาระเบียบ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำการปัดกวาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย" ดร.ยุกติ
ด้านดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี นักวิชาการสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า สังคมไทยกำลังกลับไปสู่ความคิดยุคเริ่มแรกที่มองว่าความรุนแรงเป็นเรื่องจำเป็น หากปราศจากความรุนแรงรัฐก็จะถูกกำจัดออกไป ในฐานะนักสังคมศาสตร์ บทบาทหลักที่จะต้องสร้างคือระบบการเมืองที่เรียกว่าประชาธิปไตยตให้แข็งแกร่ง เข้มแข็งอย่างแท้จริง และต้องกล้าเผชิญหน้ากับอำนาจที่มากดขี่ความถูกต้องและยุติธรรม ทั้งนี้ สังคมศาสตร์เป็นเหมือนหนังสติ๊กที่ไปสู้กับ M79 หรืออำนาจอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้ายิงให้ดี ยิงให้ถูก ก็อาจทำให้ตาบอดได้
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท นักวิชาการศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตอนนี้สังคมไทยมีวัฒนธรรมที่น่ากลัว ยอมรับความรุนแรง เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดาไม่เฉพาะการเมืองที่ใช้สไนเปอร์ หรือศพคนตายกว่า 91 ศพ แต่ยังอยู่ในมิติอื่น ทั้งเด็กตีกัน ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ทั้งทางร่างกาย การกดขี่ข่มเหงทางจิตใจ การดูถูกเหยียดหยาม มีการยกระดับความรุนแรงเป็นเรื่องความบันเทิงในละครถ้าไม่มีการตบตีกันจะถือเป็นเรื่องแปลก
"เราไม่นิยมจัดการปัญหาด้วยการเผชิญหน้า ขุดคุ้ยหาข้อเท็จจริง ปัดทุกปัญหาเข้าไปไว้ในพรม กรณี 91 ศพของการชุมชนก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีกระบวนการในการตรวจสอบหาความจริงแต่ก็ไม่ได้จริงจัง แต่ใช้วิธีการให้สังคมไทยกลับมารักกัน ปรองดองกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้รับการแก้ไข สังคมไทยถูกบอก ถูกต้อนให้อดทนกับความรุนแรง ความไม่เป็นธรรม ชื่นชมความรุนแรง ถูกสอนให้ยอมรับผู้มีอำนาจ รับอำนาจโดยไม่สนใจว่าจะได้มาอย่างไร แต่ตราบใดที่มผู้นำมีคุณธรรม ก็จะสามารถดูแลได้" ดร.วราภรณ์ กล่าว







