posttoday
อ่อนไปใช่เรื่องดี เอเชียเสี่ยงข้อหาปั่นค่าเงินเพิ่ม

อ่อนไปใช่เรื่องดี เอเชียเสี่ยงข้อหาปั่นค่าเงินเพิ่ม

28 พฤศจิกายน 2559

จากเดิมที่หลายประเทศผู้ส่งออกในเอเชียต่างกังวลถึงสถานการณ์ค่าเงินแข็งค่าจนกระทบต่อภาคการส่งออก

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

จากเดิมที่หลายประเทศผู้ส่งออกในเอเชียต่างกังวลถึงสถานการณ์ค่าเงินแข็งค่าจนกระทบต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่หนักกว่าใคร เพราะนักลงทุนแห่ซื้อเงินเยนเก็งกำไรกันความเสี่ยงกันนั้น สถานการณ์ในวันนี้กำลังเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อค่าเงินในหลายประเทศเอเชียกำลังอ่อนค่าลงอย่างหนักตามดัชนีเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าสุดในรอบ 14 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ค่าเงินหยวนของจีนทำสถิติอ่อนค่าต่ำสุดในรอบกว่า 8 ปี เช่นเดียวกับค่าเงินเยน ญี่ปุ่น ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ค่าเงินวอนเกาหลีใต้ต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือน และค่าเงินริงกิตมาเลเซียต่ำสุดในรอบ 14 เดือน และค่าเงินเยนรวมถึงค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่ายาวต่อเนื่องถึงปีหน้า

เพราะนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่อาจมีวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35.6 ล้านล้านบาท) จะทำให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่ากรอบการคาดการณ์ จึงอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดเอาไว้จาก ดอท พล็อต หรือคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐ ณ สิ้นปี ที่เปิดเผยเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปสำหรับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ในเอเชียเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

เพราะยิ่งค่าเงินอ่อนค่าลงมากและยืนระยะยาวต่อเนื่อง ก็อาจถูกรัฐบาลขวาจัดของประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เป็นข้ออ้างเรื่องการ “ปั่นค่าเงิน” เพื่อดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีกจากความกังวลว่ายุคของทรัมป์อาจเต็มไปด้วยนโยบายกีดกันทางการค้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ปัจจุบัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ถูกจับตามองการแทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ร่วมกับเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีเงื่อนไข 1-2 ข้อ ใน 3 เงื่อนไขที่เข้าข่ายปั่นค่าเงิน ได้แก่ การเกินดุลการค้า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการที่ประเทศนั้นๆ เข้าแทรกแซงค่าเงินเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งหากเข้าข่ายครบทั้ง 3 เงื่อนไข ก็จะถูกกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าตามมา เช่น การขึ้นกำแพงภาษี เหมือนกับที่จีนเคยเจอมาแล้วในปี 1994 

เจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งมีความรู้ด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เปิดเผยกับรอยเตอร์สไว้ว่า ค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะยิ่งกลายเป็นข้ออ้างให้ทรัมป์โจมตีกลุ่มประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย โดยเฉพาะจีนว่าปั่นค่าเงินเอื้อส่งออก และทำให้การค้าของสหรัฐเสียเปรียบ ซึ่งการค้าระหว่างเอเชียกับสหรัฐที่ฝ่ายหลังขาดดุลมาตลอดนั้น ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงของทรัมป์อยู่แล้ว

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ พบว่า ในปี 2015 ที่ผ่านมา บรรดาประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ในเอเชียล้วนแล้วแต่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐทั้งสิ้น นำโดยจีนซึ่งได้ดุลการค้ากับสหรัฐไป 3.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13 ล้านล้านบาท) ส่วนญี่ปุ่นได้ดุลไป 6.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) เกาหลีใต้ได้ดุล 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.97 แสนล้านบาท) และไต้หวันได้ดุล 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.34 แสนล้านบาท)

ไม่เพียงแต่ทรัมป์จะขู่ขึ้นบัญชีดำจีนเพื่อตั้งกำแพงภาษี 45% แล้ว ประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ ในเอเชียก็ยังโดนหางเลขโจมตีไปด้วย ในเรื่องข้อปฏิบัติทางการค้าต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม

บริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสหรัฐไปสู่ยุคของการปกป้องทางการค้า อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในเอเชียไปด้วย และปัญหาพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งภูมิภาค อย่างน้อยที่สุดที่คาดว่าจะได้เห็นอย่างแน่นอนในยุครัฐบาลทรัมป์ก็คือ การหยิบยกปัญหาขึ้นฟ้องร้องกันและกันในเวทีองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เพิ่มมากขึ้น

ทิม คอนดอน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของธนาคารไอเอ็นจี ให้มุมมองว่า นอกจากทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว พรรครีพับลิกันก็ยังได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยชนะทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลของทรัมป์จะแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับเงื่อนไข 3 ข้อของบัญชีการปั่นค่าเงิน และทำให้ประเทศในเอเชียเสี่ยงต่อการถูกขึ้นบัญชีดำมากขึ้นในที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเพดานของการเกินดุลทางการค้า และเพดานการเข้าแทรกแซงค่าเงิน

ขณะที่เงื่อนไขอีกข้อในเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลนั้น ขณะนี้หลายประเทศในเอเชียต่างก็เผชิญภาวะการเกินดุลพุ่งสูงอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเอง ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นเกินดุลไปในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2016 สูงสุดทุบสถิตินับตั้งแต่ปี 2007 อันเนื่องมาจากการแข็งค่าของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงหลังทราบผลการเลือกตั้ง หลายประเทศในเอเชียจะออกอาการตื่นตัวมาก และถึงขั้นเรียกประชุมฉุกเฉินหรือตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อจับตาสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสหรัฐทันที

เกาหลีใต้ประกาศพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ถูกขึ้นบัญชีปั่นค่าเงิน ส่วนฝั่งญี่ปุ่นนั้น นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ได้เป็นผู้นำประเทศรายแรกที่เดินทางไปพบทรัมป์ถึงสหรัฐ เพื่อพบปะพูดคุยและทำความเข้าใจกันว่าในบรรดานโยบายหาเสียงอย่างสุดโต่งในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นจริงทั้งหมดหรือไม่

ขณะที่จีน ประกาศท่าทีออกมาชัดเจนในเชิง “เตือน” ว่า สหรัฐจะเผชิญมาตรการตอบโต้เช่นกันหากตั้งกำแพงภาษีเจ้าหนี้พันธบัตรรัฐบาลเบอร์ 1 อย่างจีน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของการคาดการณ์วิเคราะห์ถึงผลกระทบของนโยบายทรัมป์ก็คือ ทรัมป์มักหาเสียงในภาพกว้างๆ แต่ขาดซึ่งรายละเอียด และไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน จึงไม่มีประวัติบ่งชี้ว่าเคยสัญญาอะไรและทำได้ตามที่สัญญาไว้หรือไม่ ดังนั้นการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างแท้จริงจึงอาจต้องใช้เวลานานเพื่อรอรายละเอียดมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางไต้หวันรายหนึ่งเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า แม้จะกังวลอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงได้ว่านโยบายของทรัมป์ตัวไหนในระหว่างการหาเสียงที่จะเป็นจริงขึ้นมา เช่น ทรัมป์เคยประกาศไว้ว่าจะทำให้บริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ และบริษัทข้ามชาติใหญ่รายอื่นๆ กลับมาผลิตในสหรัฐ ทว่าในความเป็นจริงนั้นยังเป็นเรื่องยาก และจะก่อให้เกิดผลกระทบค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากเกินไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ทรัมป์และสหรัฐต้องการ 

หากสถานการณ์ย่ำแย่ลงถึงจุดดังกล่าวจริง ปัจจัยค่าเงินที่อ่อนค่าก็คงไม่อาจช่วยอะไรได้หาก หากเผชิญบรรยากาศและนโยบายการกีดกันทางการค้าโอบล้อมทุกทางเช่นนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท