
ก่อหนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กระทรวงการคลังรายงานตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศไทยล่าสุด วันที่ 30 ก.ย. 2559 อยู่ที่ 5.98 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.73% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42.64% ของจีดีพี
แม้ว่าหนี้สาธารณะของไทยจะปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่สถานะหนี้สาธารณะของไทยก็ยังอยู่ระดับต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี และภาระการชำหนี้ไม่เกิน 15% ของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 10%
การที่หนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ มีสาเหตุสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมามีความเข้มแข็งทำให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับจีดีพีเพิ่มขึ้นไม่มาก ส่งผลให้ประเทศยังมีช่องว่างที่จะกู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกจำนวนมาก
หากคำนวณจากจีดีพีที่ใช้คิดสัดส่วนหนี้สาธารณะปัจจุบันมีมูลค่า 14.4 ล้านล้านบาท ยังสามารถก่อหนี้ได้อีกถึง 15% ของจีดีพี หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะถึงจะเป็น 60% ของจีดีพี
ในปีงบประมาณ 2560 กระทรวงการคลัง คาดว่าหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 45.5% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีงบประมาณ 2559 เท่านั้น การเพิ่มขึ้นมาจากรัฐบาลมีการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งจำนวนมาก โดยในปีงบประมาณ 2560 คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนนี้ถึง 2.2 แสนล้านบาท เป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 1.5 แสนล้านบาท และโครงการใหม่อีก 7 หมื่นล้านบาท
เมื่อไปดูภาพรวมของการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ 20 โครงการที่สำคัญ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าการกู้เงินรองรับโครงการดังกล่าวได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวไม่ได้พึ่งเงินกู้อย่างเดียวเท่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของหน่วยงานหรือรัฐวิสาหกิจนั้นเอง บางส่วนเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือ PPP นอกจากนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อระดมเงินจากนักลงทุนมาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมดทำให้หนี้สาธารณะของไทยในอนาคตไม่เพิ่มขึ้นสูงมาก แม้จะต้องดำเนินโครงการลงทุนจำนวนมากกว่าในอดีตก็ตาม
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2558 ขยายตัวได้ 2.8% ปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.3% และปีหน้า 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.4% ซึ่งอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังหามาตรการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปีหน้าขยายตัวได้แบบเต็มศักยภาพปีละ 4-4.5% เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง จะส่งผลมายังสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลงไปอีก
หนี้สาธารณะของประเทศที่อยู่ระดับต่ำ จึงส่งผลดีทำให้การเร่งเบิกจ่ายลงทุนที่ผ่านมาทำได้เต็มที่ โดยที่ไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง ปัญหาของการเร่งลงทุนจึงอยู่ที่การดำเนินการก่อสร้างให้รวดเร็วไม่ใช่แหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งมีพร้อมทั้งเงินงบประมาณ รายได้ของหน่วยงาน และเงินกู้ที่กระทรวงการคลังพร้อมที่จะให้กู้ แต่ที่ผ่านมากู้ได้ไม่เต็มที่เพราะการเบิกจ่ายลงทุนล่าช้า การกู้เงินมากองไว้จำนวนมากจะทำให้มีภาระจ่ายดอกเบี้ยโดยที่ไม่เกิดประโยชน์
ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าโครงการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ เห็นได้จากในปีงบประมาณ 2560 มีงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 3.7 แสนล้านบาท โดยจะเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย 95% เนื่องจากมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกจำนวน 36 โครงการ วงเงินลงทุน 7.3 หมื่นล้านบาท ที่เป็นโครงการที่จะดำเนินการใน 1-2 ปีข้างหน้า แต่จะเร่งอนุมัติให้ลงทุนได้ในปีนี้ เพื่อที่จะมาชดเชยการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ยอมลงทุน เพราะหากพิจารณาการเบิกจ่ายงบรัฐวิสาหกิจปี 2559 ในไตรมาสแรกปี 2559 ขยายตัว 9.8% ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.2% ในไตรมาส 2 การเบิกจ่ายงบรัฐวิสาหกิจขยายตัว 8.2% เศรษฐกิจขยายตัว 3.5% และไตรมาส 3 การเบิกจ่ายงบรัฐวิสาหกิจขยายตัว 10.5% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.2% เห็นได้ว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีความสำคัญกับการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างมาก
ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจเดือน ต.ค. 2559 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 เบิกจ่ายได้ 1.66 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 25.2% จากการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ปตท. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งการเบิกงบลงทุนได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากเงินกู้ที่มีความพร้อม ซึ่งกระทรวงการคลังมีการกู้เตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่การปิดงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ภาวะหนี้ของประเทศก็มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีการทำงบประมาณขาดดุลมาต่อเนื่องกว่า 10 ปี เนื่องจากรายได้เก็บได้น้อยกว่ารายจ่าย และการขาดดุลยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลกับเสถียรภาพการคลังของประเทศไทยในระยะยาวได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อมา คือ การตั้งเป้าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไว้สูงและสามารถทำได้ก็จะส่งผลดีทำให้หนี้สาธารณะของประเทศลดลง แต่หากทำไม่ได้หรือปัญหาเศรษฐกิจไม่ว่าจะเกิดจากผลกระทบนอกประเทศหรือปัญหาภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ หรือไม่ขยายตัวเลขเหมือนที่เคยเกิดกับประเทศไทยไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ดังนั้น การที่หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังอยู่มากเป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย ทำให้มีกำลังกู้เพื่อกระตุ้นและดูแลเศรษฐกิจอีกมาก แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ก็เป็นจุดเสี่ยงทำให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้นจนมีปัญหาด้านเสถียรภาพการเงินการคลังได้เช่นกัน







