
เรื่องของผม
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่มีคนเกือบแปลกหน้าเข้ามาทักทายผมว่า “วันนี้ไม่ไปเล่นดนตรีหรือ”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่มีคนเกือบแปลกหน้าเข้ามาทักทายผมว่า “วันนี้ไม่ไปเล่นดนตรีหรือ”
ครั้งแรกเกิดขึ้นบนแท็กซี่กลางดึกระหว่างทางกลับบ้าน โชเฟอร์รุ่นใหญ่ทำลายความเงียบบนรถด้วยการเปิดฉากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำพูดที่ทำให้ผมรู้สึกประหนึ่งราวกับสนิทสนมกันมานาน แม้อีกใจหนึ่งจะแอบงงนิดๆ ก่อนจะคิดต่อไปว่าอาจเป็นการจำคนผิดเสียมากกว่า แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยตอบคำถามใดๆ ออกไป โชเฟอร์คนเดิมคลี่คลายบรรยากาศความอึมครึมปนสับสน ด้วยการอธิบายเพิ่มเติมว่า วันนี้ไม่เห็นผมพกกระเป๋ากีตาร์ติดตัวมาด้วยเหมือนกับทุกๆ วัน เงื่อนงำแค่นั้นก็พอจะช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวแบบหยาบๆ ซึ่งแน่นอนพี่เขาไม่ได้จำคนผิด เพียงแต่แค่เข้าใจผิด
จริงๆ แล้วมันไม่ใช่กระเป๋ากีตาร์ของผม แต่ด้วยรูปทรงและสีสันของกระเป๋าแบดมินตันที่สีดำสนิท แถมยังมีส่วนหุ้มด้ามไม้ที่ยื่นยาวออกมาอาจทำให้คนที่ไม่ทันได้สังเกตเข้าใจว่าเป็นกระเป๋ากีตาร์ได้ ยิ่งภาพลักษณ์ภายนอกด้วยผมยาวที่เกือบถึงกลางหลัง ยิ่งน่าจะช่วยตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่าผมเป็นนักดนตรีได้ชัดเจนขึ้น เพราะเอาเข้าจริงนักแบดมินตันก็มีให้เห็นน้อยมากถึงแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
ระยะหลังเวลามีคนมาทักว่า “ไม่ไปเล่นดนตรี” ผมจึงไม่รู้สึกแปลกใจ แถมเริ่มทำให้ได้คิดอะไรมากขึ้นโดยเฉพาะกับภาพลักษณ์ของคนเรา ที่ถือว่ามีส่วนสำคัญกับมุมมองจากคนภายนอกอยู่ไม่น้อย ชวนให้คิดถึงเรื่อง “สามัญทัศน์” ที่ใครต่อใครพากันตัดสินคนทั้งคนเพียงแค่แรกเห็นแวบเดียว ในช่วงชีวิตผมตั้งใจไว้ผมยาวจริงๆ แค่ช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีกฎระเบียบสังคมเข้ามากดดันบังคับอะไรในชีวิตมากมายนัก
แน่นอนว่าการไว้ผมยาวครั้งนั้นเป็นแค่ช่วงแสวงหาลองผิดลองถูก แม้บางส่วนอาจถูกมองว่าได้อิทธิพลมาจากยุค 70 หรือว่ามองเป็นพวกฮิปปี้ตกยุค แต่จนถึงวันนี้ ก็ใช่ว่าจะสามารถตอบตัวเองได้เต็มปากเต็มคำถึงการไว้ผมยาวในครั้งนู้น รอบล่าสุดผมกลับมาไว้ผมยาวไม่ใช่เพราะต้องการแสดงออกถึงต่อต้านสังคม แสวงหาอิสระ หรือต้องการประกาศตัวเป็นขบถ หาทางออกนอกกรอบกระแสหลัก
เอาเข้าจริงบางเสี้ยวของความคิดก็มีบางทีจะนึกเปรียบไปถึงยุค 70 ของหนุ่มสาวอเมริกันที่เบื่อหน่ายกรอบค่านิยมสังคมที่ให้ความสำคัญกับเงินตรา การต่อสู้ การใช้ชีวิต จนวัยรุ่นส่วนหนึ่งพากันปลีกตัวออกนอกสังคม หันหลังให้ความมั่งคั่ง ทำตัวซอมซ่อรุงรัง จรรโลงใจด้วยสมุนไพรและยาเสพติดอื่นๆ
สำหรับผมรอบนี้ด้วยสภาพสังคมไทยที่ยุ่งเหยิงมาอย่างยาวนานต่อเนื่องหลายปี กฎระเบียบถูกฝ่าฝืน การบังคับใช้กฎหมายถูกมองว่าไม่เป็นธรรม มีหลายมาตรฐาน มวลชนหลายสีสลับสับเปลี่ยนกันมาเคลื่อนไหวบนถนนที่บานปลายไปสู่ความรุนแรงสูญเสีย
บางช่วงบางตอนของชีวิตจึงเรียกได้ว่าแทบไม่มีเวลาเหมือนปกติ การหาโอกาสไปแวะเวียนไปร้านตัดผมย่อมไม่ใช่ทางเลือกแรกๆ ในช่วงที่วันว่างมีอยู่อย่างจำกัด การตัดผมจึงเกิดขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอและทิ้งระยะห่างแต่ละครั้งนานขึ้นเรื่อยๆ
นานวันเข้าเส้นผมก็ค่อยๆ ยาว จนเกินความรำคาญที่จะต้องไปใส่ใจมันอีกต่อไป รู้ตัวอีกทีรอบข้างพากันแนะนำแกมบังคับว่าหากไม่ตัดก็ควรจะมัดให้ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น การมัดผมอาจเป็นทางเลือกที่ดูเหมือนจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยเสียเวลามาจัดทรง แต่เอาเข้าจริงมันก็ต้องใช้เวลาในการทะนุบำรุงดูแลตามมาพอสมควร
รอบนี้จากใครต่อใครพากันถามว่าจะไว้ผมยาวไปถึงขนาดไหน จะตัดเมื่อไหร่ เริ่มชินชาและเลิกใส่ใจผมของผมไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนหลังๆ เริ่มมีคำถามที่ชวนให้ฉุกคิดว่าเริ่มไว้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แน่นอนมันเริ่มมาจากในช่วงที่บ้านเมืองไม่ปกติ จนพัฒนากลายเป็นคำตอบว่าผมคงจะต้องตัดผมเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ล่าสุดผมตัดสินใจแบบปัจจุบันทันด่วน หั่นเส้นผมที่ไว้มานานหลายปีท่ามกลางความงุนงงสงสัยของคนรอบข้าง เพราะจากที่เคยออกตัวแรงว่าจะตัดผมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ดูฟ้าดูฝนเวลานี้ก็ยังไม่เห็นจะมีอะไรที่ปกติสักอย่าง
คำตอบที่ออกจะกวนๆ ว่า “มีคนต้องการผมมากกว่าผม” ก็ทำให้หลายคนไม่สนใจถามอะไรต่อ
บางคนอาจเคยได้ยินผมเปรยๆ ไปบ้างแล้วในช่วงเข้าคอร์สดูแลเส้นผมให้สลวยสวยมีสุขภาพดีว่าเตรียมจะเอาผมไปบริจาคทำวิกผมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง จนล่าสุดทางเว็บไซต์ที่รับจัดทำวิกประกาศขีดเส้นตายรับเส้นผมรอบนี้ถึงแค่สิ้นเดือนที่ผ่านมา
คำตอบเรื่องของผมก็มีเพียงแค่นี้ ส่วนหากจะให้รอบ้านเมืองเป็นปกติแล้วค่อยตัดเหมือนความตั้งใจตอนแรกนั้น ก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าผมจะได้มีโอกาสตัดผม







