
สัมมา คีตสิน มือปั้นศูนย์ข้อมูลอสังหาฯไทย
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยมีชนวนเหตุส่วนหนึ่งมาจากฟองสบู่
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยมีชนวนเหตุส่วนหนึ่งมาจากฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะก่อนหน้าที่เศรษฐกิจไทยในช่วงห้วงเวลานั้นจะทรุดตัวลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตมาก มีซัพพลายที่อยู่อาศัยเข้าสู่ตลาดเกินกว่าความต้องการจริง หรือที่เรียกว่า “โอเวอร์ซัพพลาย” มีการเก็งกำไรปั่นราคาที่อยู่อาศัยให้เพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง รวมถึงในภาคสินเชื่อเอง แบงก์ต่างๆ ก็ไม่รู้ภาระหนี้ของผู้กู้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นร่วมกันว่า ควรต้องจัดตั้งศูนย์ข้อมูล ทั้งข้อมูลเครดิตผู้กู้ และศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
สัมมา คีตสิน อดีตผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ ที่เข้ามาสานต่อแนวนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าอยู่ช่วงต้นๆ ของยุคก่อตั้งสร้างศูนย์ข้อมูลฯ อยู่ในช่วงเริ่มต้น และสร้างพัฒนาการให้กับศูนย์ข้อมูลฯ จนวันนี้เรียกได้ว่าศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีฐานข้อมูลที่พร้อมที่มองย้อนอดีตและพยากรณ์อนาคต ซึ่งแม้ว่าเวลานี้ สัมมาจะเกษียณจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมาแล้ว แต่เพราะนั่งเก้าอี้ดังกล่าวมายาวนานถึง 9 ปี 9 เดือน ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้บันทึกหน้าประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการปลุกปั้นศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
อดีตผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ เล่าว่า โดยส่วนตัวเป็นคนชอบงานด้านข้อมูลอยู่ก่อนแล้ว และมีความสนใจหลากหลาย ทำให้เป็นนักอ่าน ชอบอ่านหนังสือ จำได้เลยว่าในอดีตที่ไทยรัฐมีเพียง 16 หน้า ก็อ่านตัวอักษรตั้งแต่ตัวแรกจนถึงตัวสุดท้าย เรียกว่าอ่านข่าวหน้าหนึ่ง จดหมายถึงบรรณาธิการ หน้าต่างประเทศ หน้าผู้หญิง หน้าแฟชั่น หน้าบันเทิง อ่านจนครบ เคยเขียนหนังสือประกวด ได้รางวัลเรียงความ สุนทรพจน์ ได้เงิน 1,000-5,000 บาท ก็ยิ่งทำให้มีแรงบันดาลใจในการที่จะอ่านและเขียนต่อเนื่อง ซึ่งในการอ่านก็อ่านทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทำให้เป็นคนที่มองรอบด้าน มองเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังชอบค้นคว้าจนเรียนรู้หลักในการใช้คีย์เวิลด์ เพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกับที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งคีย์เวิลด์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการค้นคว้าข้อมูล ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการทำงานมาก โดยจากการศึกษาข้อมูลเครดิตมานานตั้งแต่อยู่ต่างประเทศ พอกลับมาเมืองไทยในช่วงปี 2537 ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ประมาณ 3 ปี ก็มาทำงานเป็นที่ปรึกษาเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เป็นที่ปรึกษาฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ไปช่วยงานวิชาการขององค์กรและของหน่วยงานต่างๆ ทำให้มีส่วนร่วมการศึกษาเกี่ยวกับฐานข้อมูลเครดิต เลยมาช่วยกันตั้งศูนย์เครดิตตั้งแต่ก่อนวิกฤตแต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนั้นสถาบันการเงินขนาดใหญ่บางแห่งยังไม่ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครดิตมากนัก ทำให้การจัดตั้งยังไม่เป็นรูปธรรม จนกระทั่งเกิดสัญญาณวิกฤตฟองสบู่ หน่วยงานภาครัฐและกระทรวงการคลังก็มองว่าไม่ได้แล้ว ควรตั้ง มองว่า ถ้า 2 ศูนย์ ทั้งศูนย์ข้อมูลเครดิตและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ 2 ศูนย์ จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ป้องกันฮาร์ด
แลนดิ้งให้กับเศรษฐกิจไทยได้ จากสาหัสก็จะเป็นเบา
หลังจากนั้น ในราวปี 2542 ก็มีการจัดตั้งบริษัทข้อมูลเครดิต 2 แห่งในเวลาใกล้เคียงกัน แห่งหนึ่งจัดตั้งโดยสมาคมธนาคารไทย โดยความสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกว่า “บริษัทระบบข้อมูลเครดิตกลาง” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัทข้อมูลเครดิต” อีกแห่งหนึ่งคือ “บริษัทข้อมูลเครดิตไทย” ซึ่งจัดตั้งโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยการสนับสนุนของกระทรวงการคลัง
เมื่อจัดตั้งแล้ว สัมมาเลยมีโอกาสได้เข้าไปรับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของบริษัทระบบข้อมูลเครดิตกลาง จนกระทั่งราวๆ ปี 2545 ก็มีการออกพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อแรกออก มีบทกำหนดโทษที่รุนแรง จนทำให้ทั้งสมาชิกที่นำส่งข้อมูล ผู้บริหารและกรรมการทั้งสองบริษัทลาออก จนเมื่อความกังวลลดลง บริษัทข้อมูลเครดิตทั้งสองแห่งก็มีแผนกลับมาเปิดให้บริการได้เหมือนเดิม จึงได้รับทาบทาม จาก ธอส. ให้มาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทข้อมูลเครดิตไทย ราวปี 2546 พอทำได้ประมาณ 1-2 ปี รัฐบาลก็สั่งให้รวมบริษัทข้อมูลทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน เป็น “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ก็มีโอกาสนั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาใหม่
จนกระทั่งปี 2549 ได้มีโอกาสมาร่วมงานที่ศูนย์ข้อมูลฯ เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ ราวครึ่งปี ก็ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลฯ เริ่มตั้งแต่ 1 ก.พ. 2550 ปฏิบัติงานมาแล้ว 2 เทอม ก็ได้รับการต่ออายุจนกระทั่งเกษียณเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ ก.พ. 2558 จนถึง 2 พ.ย. 2559 ก็ราวๆ 9 ปี 9 เดือน ซึ่งเมื่อพ้นตำแหน่งแล้ว ปัจจุบันได้รับการพิจารณาให้อยู่ช่วยสนับสนุนงานของศูนย์ข้อมูลฯ ต่อในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
ชีวิตทำงานอยู่กับข้อมูลมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542 ก็มีการพัฒนามากขึ้นทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกให้กับข้อมูลแต่ละประเภท เช่น เคยสำรวจแค่ 12 จังหวัด ปัจจุบันสำรวจ 36 จังหวัด ทั้งจ้างสำรวจ และสำรวจเอง แม้ว่าอาจจะไม่ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ภาพรวมทุกจังหวัดที่ได้สำรวจเมื่อคิดเป็นเชิงมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แล้วถือว่าเกิน 95% ของตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีฐานข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยประเทศเพื่อนบ้านด้วย
ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ พันธกิจที่กระทรวงการคลังให้มา จัดเก็บรวบรวมประมวลผล วิเคราะห์ และพยากรณ์ ข้อมูลอสังหาฯ ในประเทศไทย ทำให้การสำรวจเรื่องอสังหาฯ มีความมุ่งหวังที่จะพาองค์กรพยายามขยายขอบเขตไปนอกประเทศ หรือตลาดที่มีจุดเชื่อมต่อกับอสังหาฯ ไทย เช่น กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี อันได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือขยายเป็นวงใหญ่ในระดับ 10 ประเทศเขตเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี
“จำได้ว่า ยุคที่ทำงานใหม่ๆ ศูนย์ข้อมูลฯ เผยแพร่ข้อมูลน้อยมาก เพราะการเผยแพร่ข้อมูลทุกครั้ง ต้องนำเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาข้อมูลทุกครั้ง ทำให้ไม่เกิดความคล่องตัว จึงได้เสนอว่า ควรมีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลก่อนการเผยแพร่ ทำให้จากเดิมที่เคยเผยแพร่ได้ปีละไม่ถึง 30 รายการข้อมูล ปัจจุบันเผยแพร่ได้เกือบ 200 รายการข้อมูล ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในยุคแรกผู้ประกอบการไม่ค่อยได้ใช้ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลฯ เพราะมองว่ายังไม่ครอบคลุมและช้า แต่ในระยะหลังก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น”
สำหรับวิวัฒนาการของข้อมูล ในส่วนของข้อมูลเครดิต อดีตจะเก็บข้อมูลเชิงลบ ซึ่งจะดูเหมือนเป็นข้อมูลแบล็กลิสต์ แต่ข้อมูลเครดิต ก็ต้องมีข้อมูลทั้งเชิงบวกและเชิงลบ มันก็จะไม่ใช่แบล็กลิสต์ คล้ายกับผลการเรียน บางวิชา ก็ได้เอ บางวิชาอาจจะได้บี หรือซี หรือซีลบ หรือได้ดีด็อก ถ้าแบล็กลิสต์ก็คงดูแต่ ซี ซึ่งจะดูอย่างเดียวไม่ได้ นักวิเคราะห์จะต้องดูทั้งข้อมูลเชิงลบและเชิงบวก ถ้าข้อมูลดี ควรให้รางวัล จะให้ดอกเบี้ยถูกหรือมาเงื่อนไขที่ดีได้ แต่ถ้าไม่ดี ก็พิจารณาไปตามเนื้อผ้า ต้องให้น้ำหนัก กับเหตุการณ์หลังสุด 12 เดือน มากกว่าเหตุการณ์ในอดีต
เช่นเดียวกับข้อมูลที่อยู่อาศัย ก็ต้องครอบคลุม เพื่อฉายภาพใหญ่ทั้งประเทศได้ โดยสิ่งที่ยังพัฒนา คือ กระบวนการกลั่นกรองข้อมูลให้เร็วขึ้น ข้อมูลก็จะออกมาเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการทราบข้อมูลซัพพลายที่มีในตลาดได้ จึงปรับตัวได้รวดเร็วขึ้นกับสภาพตลาด ถ้ารู้ว่ามีโครงการที่เปิดมากไป ก็จะชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซัพพลายล้น ซึ่งในปี 2559-2560 ก็ถือว่าครบรอบ 20 ปีวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ปี 2540 ในฐานะคนพัฒนาข้อมูลที่มีส่วนร่วมทำข้อมูล เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน







