posttoday
เงินกู้

เงินกู้

26 พฤศจิกายน 2559

มาที่เรื่องเงินกู้ ผมรู้จากลูกว่าได้ลงนามกู้เงินเป็นจำนวนหลายร้อยล้าน เป็นเงินกู้ระยะสั้นต่อทุกๆ 3 เดือน

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

มาที่เรื่องเงินกู้ ผมรู้จากลูกว่าได้ลงนามกู้เงินเป็นจำนวนหลายร้อยล้าน เป็นเงินกู้ระยะสั้นต่อทุกๆ 3 เดือน ดอกเบี้ยถูก ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ปล่อยกู้ง่ายๆ ธุรกิจโตเร็วต้องใช้เงินหมุนเวียนมาก กู้เงินระยะสั้นต่อไปต่อมาเกือบ 5 ปี ธุรกิจของผมโตขึ้น 4-5 เท่า จากการใช้เงินกู้ระยะสั้นเพราะดอกเบี้ยถูกกว่าเงินกู้ระยะยาว ซึ่งขณะนั้นเจ้าของธุรกิจใช้บริการกันทั้งบ้านทั้งเมือง

จนกระทั่งต้น ค.ศ. 1997 เจ้าหน้าที่ฝ่ายหาเงินฝากของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง มาขอให้บริษัทช่วยฝากเงินกับบริษัทของเขา “บริษัทรับเงินฝากดอกเบี้ยสูงพิเศษ ช่วงนี้ให้ ดอกเบี้ยเงินฝาก 13.5%” ช่วงนั้นแม้ว่ารัฐบาลบอกว่า “ไม่ลดค่าเงินบาท” แต่ก็มีข่าวลือกันว่า “เมืองไทยไม่มีเงินพยุงค่าเงินบาทแล้ว รัฐบาลคงต้องลอยตัวเงินบาท เงินบาทต้องลดค่าแน่นอน”

พอภวัฒน์รู้เรื่องดอกเบี้ยสูงพิเศษ ก็รีบให้ฝ่ายการเงินเร่งคืนเงินกู้สกุลเงินต่างชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเรากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งเดียวกันด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แค่ 12 เปอร์เซ็นต์/ปี

“มีอย่างที่ไหนดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้!”

อีกเรื่องคือเรื่องการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องหุ้น รู้เพียงแต่ว่าเหมือนเล่นการพนัน ผมมักเตือนลูกๆ เสมอว่าห้ามเล่นหุ้น ลูกๆ มักค้านว่าไม่ใช่การพนัน เป็นการลงทุนเหมือนทำธุรกิจ ซึ่งมีทั้งทำกำไรหรือขาดทุนได้ ในช่วงนั้นธีระวัฒน์ลูกชายที่คนสองของผมชอบเล่นหุ้นเขาบอกผมเสมอว่า

“ขอเล่นหุ้นพอให้รู้บ้าง เล่นหุ้นโลภมากไม่ได้ ต้องจำกัดวงเงินไว้ ถ้าผมเจ๊งก็เจ๊งไม่เกิน 2 แสนบาท เป็นเงินของผม ไม่ได้กู้เงินมาเล่น ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจครอบครัว”

ภวัฒน์บอกผมเสมอว่า “ผมศึกษาเรื่องหุ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ผมเล่นน้อยมาก เพราะธุรกิจครอบครัวที่เราทำกันอยู่มีกำไรชัดเจนแน่นอน เราควรลงทุนในธุรกิจของเรา เรารู้เรื่องมากที่สุด ส่วนหุ้นนั้นถ้าจะเล่นก็ต้องกันเงินไว้เล่น ถ้าเจ๊งจะได้ไม่มีผลต่อธุรกิจเด็ดขาด ตลาดหุ้นเป็นแหล่งระดมทุน ถ้าเราต้องการขยายธุรกิจมากๆ อาจต้องระดมทุนในตลาดหุ้น เหมือนเราหาหุ้นส่วนมาร่วมทุนกับเรา ถ้าเราทำกำไรได้ เขาก็ได้เงินปันผล ถ้ากำไรมากราคาหุ้นก็จะสูง ถ้าขาดทุน ราคาหุ้นก็จะตก

คนซื้อหุ้นที่ดีก็ต้องดูว่าบริษัทไหนเป็นอย่างไร ราคาควรจะเท่าไหร่ ไม่ใช่ซี้ซั้วซื้อตามแห่ไม่ดูให้ดีมีโอกาสเจ๊งสูง ช่วงนี้ตลาดหุ้นดีคึกคักมาก สาเหตุหลักมาจากเงินนอกไหลเข้ามามากมายจนไม่รู้จะซื้ออะไร จึงนำมาซื้อหุ้น ซื้อไปซื้อมา หุ้นบางตัวราคาก็สูงเกินความจริงไปมากมาย แต่ทุกคนก็มีความหวังหรือเชื่อว่ามันยังต้องสูงกว่านี้อีก มันเสี่ยงเกินไป ที่สำคัญมันไม่ใช่อาชีพของเรา ตอนนี้ธุรกิจเราดีมาก กำไรแน่นอน ทำมากได้มาก ต้องทำของเราก่อน”

ในช่วงนี้ผมติดตามข่าวคราวด้านตลาดหุ้นโดยตลอดทั้งจากเพื่อนฝูงและลูกๆ ช่วงเศรษฐกิจดีๆ ใครเล่นหุ้นได้กำไร ก็มักมาพูดคุยดีอกดีใจกันไป หลายครั้งราคาหุ้นที่ซื้อไว้ขึ้นก็พากันดีใจ พาไปเลี้ยงทั้งที่ยังไม่ได้ขายทำกำไรเป็นตัวเงินเลย แต่พอช่วงเศรษฐกิจตกต่างก็เจ๊งกันระนาว หน้าซีดหน้าเซียว

บางคนเล่นหุ้นเจ๊งถึงขั้นจะฆ่าตัวตายที่ตลาดหลักทรัพย์ จนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในตอนนั้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวผมต้องคอยเตือนลูกๆ เสมอ “อย่าเล่นหุ้น! ถ้าจะเล่นต้องไม่ซี้ซั้วเล่น อย่าโลภ ต้องจำกัดความเสี่ยง”

ก่อนยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู จำนวนงานมีน้อยกว่าคน ทำงานมาก พนักงานหลายคนบ้านอยู่ไกลมากต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืด แต่ในยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู พนักงานที่อยู่ไกล ก็เริ่มลาออกไปทำงานใกล้บ้าน ในช่วงนั้นบริษัทต่างๆ ขาดแคลนคนต้องรับสมัครกันวุ่นวาย อัตราเงินเดือนถูกปรับขึ้นแล้วปรับขึ้นอีกเพื่อหาคนเข้ามาทำงาน แต่ก็ยังหาคนยาก

ค่าตอบแทนของพนักงานถูกปรับจนทำให้แรงงานใหม่ๆ มีรายได้เกือบเท่าคนเก่าที่ทำงานมานาน ซึ่งต้องปรับฐานค่าตอบแทนใหม่กันทั้งระบบหลายครั้งกว่าจะลงตัว เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว แต่เป็นความเหนื่อยที่มีความสุขมากเพราะทำแล้วเห็นกำไรแน่นอน

ในยุคก่อนเศรษฐกิจเฟื่องฟู คนทำงานกว่าจะได้ตำแหน่งผู้จัดการอายุก็ราวๆ 40 ปีกว่า แต่ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูอายุไม่ถึง 30 ปี ก็สามารถขอตำแหน่งผู้จัดการได้แล้ว

ในช่วงนั้นทั้งตำแหน่งวิศวกร ช่างเทคนิค บัญชี คอมพิวเตอร์ หัวหน้างาน และวิชาชีพต่างๆ ขาดแคลนมาก สถาบันการศึกษาต่างต้องเร่งผลิตบุคลากร คนทำงานต้องทำงานล่วงเวลาเต็มที่ วันหยุดแทบไม่ได้หยุด ทั้งเจ้าของธุรกิจและคนทำงานทุกตำแหน่งมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ