posttoday
บวนการคนล้มเจ้า

บวนการคนล้มเจ้า

24 พฤศจิกายน 2559

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

ข่าวดังที่สุดข่าวหนึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การที่รัฐบาลเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีคำสั่งภายในให้ “กลุ่มล้มเจ้า”จากไทยที่หลบหนีกฎหมายไทยไปสุมหัวกันอยู่ในประเทศนี้ให้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย มิฉะนั้นจะถูกขับไล่ให้ออกจากประเทศนั้น ซึ่งพวกนี้คงมีชีวิตอย่างลำบากมากขึ้นเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมคล้ายกับประเทศไทยมากที่สุด หากต้องระเห็จไปอยู่เมืองฝรั่งเหมือนกับคนอื่น นอกจากพูดภาษาฝรั่งไม่เป็น กินขนมปังแทนข้าวไม่ถนัดแล้ว คงคิดถึงประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงจำใจต้องยุติพฤติกรรมจาบจ้วงล่วงละเมิด ดูถูกดูหมิ่นสถาบันสูงสุดของไทยดังที่ทำมา

แม้ว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับระบุว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในปี 2475 เป็นต้นมา ก็มีกลุ่มคนที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่นที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาแล้ว เช่น กลุ่มนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ และกลุ่มสาธารณรัฐ รวมทั้งกลุ่มที่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในนามหรือในเชิงสัญลักษณ์หรือทำหน้าที่เพียงพิธีการเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่า การคุกคามต่อระบอบกษัตริย์ในไทยค่อนข้างรุนแรงมากในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เกิด “กลุ่มล้มเจ้า” ซึ่งเป็นศัพท์ที่คนพูดกันทั่วไปถึงนักการเมืองและสาวกกลุ่มหนึ่งที่วันนี้ผู้เขียนจะเล่าประวัติความเป็นมาของแนวคิดนี้โดยสรุปตามที่ผู้อ่านบางท่านขอมา

สถาบันกษัตริย์ไทยถูกคุกคามตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยกลุ่ม “สาธารณรัฐ” ที่ได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติรัสเซียระหว่างการศึกษาในต่างประเทศ นับว่าเป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อสถาบัน ดีแต่ว่าคณะทหารขณะนั้นที่ยึดอำนาจมาด้วยกันไม่เห็นด้วยกับการปกครองแบบสาธารณรัฐ เพราะประชาชนยังมีความเลื่อมใสศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ที่มีอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบกษัตริย์ในประเทศไทยในเชิงอุดมการณ์ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว พคท.ตระหนักดีว่าสถาบันได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จึงไม่กล้าที่จะแตะต้องหากจำเป็นต้องพูดถึงสถาบันสูงสุด พคท.ก็จะใช้เพียงคำว่า “เจ้าศักดินาใหญ่” เท่านั้น  นานๆ ครั้งสมาชิกใน กทม.ก็ออกเอกสารโจมตีสถาบันเสียทีหนึ่ง เช่น ในโอกาสครบรอบ 200 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มี “หนังสือปกเหลือง” ออกไป แต่คนทำก็ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

บางทีก็ออกเป็นใบปลิว พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านแห่งหนึ่งเคยพูดถึง พคท.ว่า  ยากที่จะปฏิวัติสำเร็จเพราะคนไทยรักในหลวงมาก

กลุ่มต่อต้านสถาบันในปัจจุบันเป็นผลพวงจากสถานการณ์ทางการเมือง 2 ช่วง กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าอันเป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยคนพวกนี้ส่วนหนึ่งถูกโฆษณาชวนเชื่อ จนเชื่อว่าสถาบันอยู่เบื้องหลังดังกล่าว ไม่ว่าใครพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าใจ แม้ว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เคยได้รับฟังมา นักวิชาการบางคนที่ยังอยู่ในกลุ่มล้มเจ้าซึ่งเหลือน้อยเต็มทีเป็นผลผลิตจาก 6 ตุลา เช่นเดียวกับนักการเมืองบางคนในบางพรรคที่เคยเข้าป่าก็ยังมีความเชื่อดังกล่าว แม้ว่าตัวเองจะกลายสภาพเป็นนายทุนใหญ่แล้วก็ตาม

กลุ่มล้มเจ้าอีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักการเมืองแท้ๆ ที่ไม่ได้เข้าป่าหรือเกี่ยวข้องกับ พคท. แต่สูญเสียอำนาจทางการเมืองจากการรัฐประหาร แทนที่จะตระหนักถึงความชั่วร้ายที่ตนเองทำต่อประเทศชาติและประชาชน กลับแต่งเรื่องหลอกตัวเองและพวกโยนความผิดไปที่สถาบัน ทั้งที่สถาบันไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใดทั้งสิ้น บังเอิญที่ผลผลิตบางคนของกลุ่ม 6 ตุลา มาเป็นนักการเมืองกลุ่มนี้ กลายเป็นกลุ่มเดียวกันเพราะมีผลประโยชน์ทางการเมืองสอดคล้องกัน   เป็นที่น่าสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันเริ่มรุนแรงมากขึ้นนับแต่ปี 2550 เป็นต้นมา มีการคุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางลับและเปิดเผยต่อ ถึงกับเรียกร้องให้ปลดรูปลง ซ้ำยังไปร่วมมือกับฝรั่งต่างประเทศกล่าวหาว่า สถาบันสูงสุดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย   

แกนนำกลุ่มล้มเจ้าบางคนที่หนีไปอยู่ต่างประเทศเปิดเผยกับคนใกล้ชิด ว่าแนวคิดล้มเจ้านี้มีจริง ยุทธศาสตร์คือให้ประชาชนเป็นคนเปลี่ยนแปลง เป้าหมายหลักคือการปลุกระดมประชาชนให้เปลี่ยนจากความรักค่อยๆ ถอยห่างออกมา และให้เกลียดชังในที่สุด ที่สังคมจะเปลี่ยนแปลงตัวของมันเอง   

ก่อนปี 2557 พวกนี้เคลื่อนไหวได้เสรีภายในประเทศ โดยรัฐบาลขณะนั้นไม่สนใจดำเนินการจริงจัง แต่หลังรัฐประหารเดือน พ.ค. 2557 เมื่อ คสช.ดำเนินการอย่างจริงจัง จับกุม ดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด พวกนี้จึงหนีหัวซุกหัวซุนไปยุโรป สหรัฐ ส่วนหนึ่งซุกซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วทำคลิปส่งผ่านยูทูบหรือส่งกระจายเสียงทำวิดีโอส่งกลับมาเผยแพร่ในไทย แต่ปัจจุบันมีน้อยลงเพราะรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านมีคำสั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว อีกทั้งกูเกิล  ยูทูบ ได้ระงับคลิปหมิ่นสถาบันและสร้างความเกลียดชังซึ่งขัดกับนโยบายของทั้งสองอยู่แล้ว

เป็นครั้งแรกที่ประเทศเพื่อนบ้านและกูเกิลกับยูทูบให้ความร่วมมือกับรัฐบาล คสช.ในการขัดขวางกิจกรรมที่หมิ่นสถาบัน ยิ่งเมื่อเห็นพลังของประชาชนทุกหมู่เหล่าและทุกรุ่นอายุที่แสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้กูเกิลและยูทูบตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านตระหนักถึงความเป็นจริงที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อประชาชนไทยมากเพียงใด

ไม่ได้เป็นไปตามคำบิดเบือนข้อมูลที่นักการเมืองไทยกลุ่มหนึ่งไปหลอกลวงให้หลงเชื่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการกระทำการสิ่งใดอันเป็นการสวนทางกับความรู้สึกคนไทยหรือหมิ่นน้ำใจคนไทย ทำให้เพื่อนบ้านปรับเปลี่ยนท่าทีตอบสนองในทางบวกมากขึ้น เพราะไม่เชื่อคำหลอกลวงของนักการเมืองกลุ่มล้มเจ้าอีกต่อไป

บทสรุปของบทความนี้ คือ “กลุ่มล้มเจ้า” ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ นักการเมืองกลุ่มเล็กๆ ที่เสียอำนาจกับพวกและคนที่ตกเป็นเหยื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 บางคนเท่านั้นที่เป็นตัวการสำคัญและมีบทบาทในขบวนการล้มเจ้า พวกนี้กำลัง “รอจังหวะ” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นใครที่หลงผิดก็ขอให้กลับใจ และอย่าไปหลงเชื่อกับคำโกหกหลอกลวงของคนพวกนี้อีกต่อไป คนพวกนี้มีใครบ้าง อยู่ที่ไหน เชื่อว่ารัฐบาล คสช.รู้หมดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงไม่ปล่อยให้คนพวกนี้มาบ่อนทำลายราชบัลลังก์และราชอาณาจักรอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท