
รับมือกีดกันการค้า
ในขณะที่รัฐบาลยังเชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะเป็นบวกโตได้ 0.3% เมื่อเทียบกับส่งออกปีก่อนที่ติดลบมากถึง 5.78% เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และยังตั้งเป้าส่งออกปี 2560 จะเติบโตได้ 3% แต่ในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และสัญญาณที่ส่งออกมาจากทั่วโลกปีหน้า ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ไม่น่าจะทำให้การเพิ่มขึ้นของการส่งออกเป็นไปได้ตามเป้า โดยเฉพาะการปกป้องหรือกีดกันการค้าที่แนวโน้มจะมากขึ้นจากสหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) และสหราชอาณาจักร
ในขณะที่รัฐบาลยังเชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะเป็นบวกโตได้ 0.3% เมื่อเทียบกับส่งออกปีก่อนที่ติดลบมากถึง 5.78% เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และยังตั้งเป้าส่งออกปี 2560 จะเติบโตได้ 3% แต่ในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และสัญญาณที่ส่งออกมาจากทั่วโลกปีหน้า ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ไม่น่าจะทำให้การเพิ่มขึ้นของการส่งออกเป็นไปได้ตามเป้า โดยเฉพาะการปกป้องหรือกีดกันการค้าที่แนวโน้มจะมากขึ้นจากสหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) และสหราชอาณาจักร
ตามสัญญาณซึ่งว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาบอกถึงแผน 100 วันแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. 2560 โดยจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างงานและผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นสำคัญ ตามนโยบายอเมริกันต้องมาก่อน หรืออเมริกันเฟิสต์ โดยนโยบายแรกที่นายทรัมป์จะทำคือ การถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรี 12 ชาติ รวมสหรัฐและเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการทำลายเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งนายทรัมป์จะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ระหว่างสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก ใหม่ เพื่อให้ได้ประโยชน์กับแรงงานชาวสหรัฐมากขึ้น และจะปกป้องการค้าด้วยการเรียกร้องให้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนและเม็กซิโกเพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยที่มองว่าการส่งออกในปี 2560 สถานการณ์จะใกล้เคียงกับปี 2559 มูลค่าการส่งออกเท่ากับปีนี้ หรือขยายตัว 0% เห็นต่างจากกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดเป้าส่งออกขยายตัว 3% เพราะปีหน้าจะมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องมาตรการทางการค้าหลังนายทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะมีมาตรการกีดกันทางการค้ารุนแรงขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากเครือสหราชอาณาจักรโหวตออกจากอียู หรือเบร็กซิต ที่จะมีการเริ่มเจรจากันในเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยเมื่อแยกออกไปสหราชอาณาจักรกับอียูต้องกีดกันการค้าระหว่างกันมากขึ้นแน่
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นเตรียมจะถอด 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน เม็กซิโก บราซิล และมาเลเซีย ออกจากโครงการข้อตกลงลดภาษีพิเศษ ซึ่งญี่ปุ่นยกเว้นภาษีสินค้าบางประเภทหรือเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าวต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจาก 5 ประเทศดังกล่าวมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากมียอดส่งออกทั่วโลกสูงกว่า 1% หรือเป็นประเทศที่ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ระบุให้เป็นประเทศรายได้สูงเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน โดยการถอดถอนดังกล่าวจะมีผลในปีงบประมาณ 2562 หรืออีก 3 ปี สินค้าไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นจะโดนเก็บภาษีมากขึ้น เพราะโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยประเทศกำลังพัฒนา ปัจจุบันมีอยู่ในโครงการ 143 ประเทศ
จากภาพรวมทั้งหมดจึงเห็นได้ว่าแต่ละประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทย คงจะมีการปกป้องหรือกีดกันการค้าในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นในปีหน้าและอีกหลายปี เมื่อเป็นเช่นนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกคงต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ส่งออกให้เข้ากับปัจจัยที่เปลี่ยนมากขึ้นกว่านี้ ก่อนที่การส่งออกไทยจะต้องติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 4 หรือ 5 ปี







