
ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
การประชุมประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า ประจำปี 2559 ได้มีหัวข้อที่น่าสนใจในการอภิปรายว่าด้วยเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” DeliberativeDemocracy ซึ่งในการประชุมดังกล่าวได้มีการนำเอาชุมชนต้นแบบที่ใช้แนวทางประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชุมชนของตนเอง อาทิ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้แนวทางชุมชนศรัทธา หรือการจัดทำประชาคมของกว๊านพะเยา เป็นต้น
ทั้งนี้กลุ่มภาคประชาสังคมที่มานำเสนอได้กล่าวอย่างชัดแจ้งว่าได้นำเอาแนวคิด “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนี้มาไว้” อย่างไรก็ตามคงเป็นการเข้าใจอย่างผิวเผินว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเป็นการเจรจา พูดคุย ปรับทุกข์ผูกมิตร และเพื่อให้ได้ฉันทามติในการมาตกผลึกรวมกันเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ โดยหลักการเสียงข้างมาก ดังนั้น พินิจการเมืองครั้งนี้จึงขอนำเสนอข้อสังเกตุที่สำคัญของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ดังนี้
1.ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักเสียงข้างมากเป็นการกระตุ้นที่ให้สมาชิกในกลุ่มได้ใช้เหตุผลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ตลอดจนพื้นฐานของความเชื่อประเพณี ค่านิยม และกฎกติกาต่างๆ ที่อธิบายครอบคลุมให้มีความชอบธรรมมากที่สุด และในที่สุดต้องมีข้อยุติเป็น “ฉันทามติออกมา”
2.เป็นการเสริมสร้างหลักความรับผิดชอบทางการเมืองร่วมกัน และจุดนี้เองที่ทำให้เป็นการสนับสนุนแนวความคิด “ประชาธิปไตยโดยตรง” ที่อธิบายได้ว่าเมื่อสมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจ ย่อมมีสิทธิรับผิดชอบสังคมเช่นกัน และส่งเสริมกันตลอดจนมีส่วนร่วมและมีแนวคิดความเป็นเจ้าของปัญหาต่างๆ ด้วยเหตุนี้มติที่ประชุมจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ผูกพันโดยตรงอย่างเท่าเทียมกับเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยหรือทุกคน และหากพินิจอย่างใกล้ชิดถึงแนวคิดดังกล่าวนี้พื้นฐานและองค์ประกอบ ของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือที่ควรจะต้องตระหนัก ได้แก่
2.1 เจตจำนงร่วมกันอันอธิบายถึงความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานการใช้ชีวิตเดียวกันที่สมาชิกแต่ละคนต้องมีความแตกต่างกันน้อยที่สุดให้มีสัญชาตญาณว่าเป็นพวกเดียวกันที่กำลังมีครรลองและวิถีไปตามเจตนารมณ์ของกลุ่มเหมือนกันก็จะทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ขัดแย้งกันมากนักในทางตรงกันข้าม หากแต่ละฝ่ายแตกต่างกันมากก็จะเข้าใจกันยาก จึงต้องอดทนร่วมกันและบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องได้คำตอบที่ดี แต่ได้การเรียนรู้ร่วมกันที่ดี
2.2 การให้ความสำคัญกับสมาชิกโดยเน้นการให้ข้อมูลข่าวสารการเข้าถึงข้อเท็จจริงที่ใช้ตรรกะแห่งเหตุผลที่ทุกคนย่อมมีสิทธิที่ทุกคนจะเห็นแตกต่างได้ แต่จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในมิติ หรือสิ่งที่สนใจร่วมกันไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง หรือความรุนแรง ระหองระแหงตามมาต้องไม่สร้างความขัดแย้งใหม่นั้นเอง
2.3 การให้คู่ขัดแย้งได้แสดงท่าที (หรือคู่กรณี) ที่เห็นแตกต่างกันให้มีโอกาสร่วมพิจารณาถึงท่าที และคำตอบต่างๆ ของทุกท่านอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงต้องคำนึงถึงความหลากหลายของข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ว่านี้อาจมีหลายมิติ อาทิ มิติด้านศิลปวัฒนธรรม มิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิติด้านเทคโนโลยีและความทันสมัย
3.การให้ความสำคัญถึงโอกาสของการประชุมแบบปรึกษาหารือที่ไม่ใช่เป็นการรับฟังข้อมูลด้านเดียว ไม่ใช่การอธิบายแต่เฉพาะพิมพ์เขียวที่ถูกออกแบบมาแล้วเพียงแต่ให้สมาชิกฟังและรับรองเท่านั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักการเคารพถึงศักยภาพของสมาชิกคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้แสดงออก ดังนั้นการที่เรามักจะสรุปว่าได้ผ่านการรับรองจากที่ประชุมของประชาคมอาจเป็นเพียงตรายางก้อนใหญ่เท่านั้น เพราะบรรยากาศหรือวิถีปฏิบัติของการใช้ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือไม่ได้ครบองค์ประกอบที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกอย่างแท้จริง บางกลุ่มให้เพียงแต่ผู้นำพูดฝ่ายเดียว และอิทธิพลของผู้นำก็ทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงออก หรือการจัดการประชุมให้ข้อมูลไม่ครบด้านเดียวแต่ขอให้การประชุมแล้วเสร็จเท่านั้นจึงทำให้ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือไม่บังเกิด และกลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบปาหี่ไร้ซึ่งเหตุผลที่ดีเป็นเพียงการจัดตั้ง และท้ายที่สุดก็เป็นกระบวนการทางการเมืองที่หลอกลวงกัน
4.การกล่าวถึงประชาธิปไตยแบบ หารือจึงไม่ใช่รูปแบบการปกครองหากเป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองเท่านั้นที่ขยายผลแนวความคิดเรื่องหลักเสียงผลข้างมากที่ดีเท่านั้น และหากพินิจอย่างชัดแจ้งจะพบว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนี้เกิดขึ้นได้จริงจะต้องมีแนวความคิด “พหุนิยมแห่งเหตุผลที่หลากหลาย” และจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการ ได้แก่ มีข้อมูลที่ทุกด้านเพียงพอเพื่อปรึกษาหารือ (ไม่ใช่แค่คำปรึกษาของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นการถกแถลงวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยที่สำคัญ และที่สำคัญคือต้องเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผลรองรับ มีความสมดุลกันของคู่กรณีที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับที่ชอบธรรมตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะไม่ขัดแย้งกันเองที่นำไปสู่ความรุนแรงและแตกแยกในที่สุด
ดังนั้น ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงถือเป็นกระบวนการทางการเมืองที่เริ่มต้นในครอบครัวก็ได้และควรส่งเสริมให้เป็นวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ เพื่ออาศัยอยู่ร่วมกันก็จำเป็นต้องพูดคุยกันและจำเป็นต้องหาทางออกให้กับบ้านเมือง โดยใช้เหตุและผลที่เรียกว่าการปรึกษาหารือนั้นเอง แต่นั้นล่ะครับประชาชนเป็นใหญ่จะฟังกันเองหรือไม่ จะพูดจากันได้หรือไม่ และเข้าใจกันหรือไม่ ที่สำคัญมีเหตุผลและความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ จึงไม่ใช่แค่เป็นการปรึกษาหารือของประชาชนแบบตรายางนะครับ







